BMW ตระกูล M จากตำนานสนามแข่งระดับโลก สู่รถที่มีมูลค่าชนะกาลเวลา

BMW ตระกูล M จากตำนานสนามแข่งระดับโลก สู่รถที่มีมูลค่าชนะกาลเวลา

21 ก.ย. 2020
ตลาดรถยนต์ มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ๆ
ที่แต่ละแบรนด์ต่างอัปเกรดตลอดเวลา
ผลที่ตามมาคือ รถยนต์ที่มีเทคโนโลยีเก่าๆ
ก็จะได้รับความสนใจน้อยลง
มูลค่ารถยนต์คันเก่าในตลาดซื้อขาย ก็จะลดลงตามไปด้วย
เรื่องนี้จึงทำให้ ในสายตาคนทั่วไป รถ จะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าลดลงตามกาลเวลา
แต่...เรื่องนี้ก็ไม่แน่เสมอไป
เพราะเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ในงานประมูลรถของกลางกรมศุลกากร
รถ BMW M3 E46 ที่มีอายุ 17 ปี
สภาพรถขับไม่ได้ สตาร์ตไม่ติด ระบบน้ำมันมีปัญหา
แต่มีคนประมูลให้ราคาสูงถึง 3.9 ล้านบาท
เรื่องนี้กำลังบอกกับเราว่า “รถยนต์” ในบางรุ่นอาจเป็นเหมือนสินค้าเพื่อการสะสม
แต่...ก็ใช่ว่ารถทุกแบรนด์ทุกรุ่น จะสร้างปรากฏการณ์นี้ได้
เพราะหากไม่มี Story ที่น่าสนใจ ดีไซน์ไม่มีเสน่ห์ชวนให้หลงใหล
รถเก่าคันนั้นก็จะไม่มีใครเหลียวแล
ในขณะที่รถคันอื่นขาดสิ่งเหล่านี้แต่ BMW ตระกูล M กลับมีครบถ้วน
จนทำให้เวลานี้ กลายเป็นรถที่มีมูลค่าชนะกาลเวลา
ย้อนเวลากลับไปที่จุดเริ่มต้นของ BMW ตระกูล M
ซึ่งเป็นผลผลิตของ BMW M GmbH ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1972
หรือเมื่อ 48 ปีที่แล้วโดยมีเป้าหมายผลิตรถยนต์สำหรับการแข่งขันในสนามแข่งทั่วโลก
โดยเวลานั้นมีจุดขายที่นักแข่งทั่วโลกยอมรับก็คือการควบคุมรถที่แม่นยำ
ที่มาพร้อมความแรงและเร็ว จนยากที่จะหารถคันไหนเทียบเท่า
อีกทั้งยังมีดีไซน์ที่ถูกตาต้องใจนักแข่งทั่วโลก
ก็เลยทำให้รถแข่ง BMW ที่ผลิตออกมานั้น
หลายรุ่นสามารถคว้าชัยชนะได้เกือบทุกสนามทั่วโลก
อาทิ เช่น March-BMW 732 คว้าแชมป์ Formula 2
BMW 3.0 CSL คว้าแชมป์ European Touring Car ต่อเนื่องถึง 5 สมัย
จนกิตติศัพท์ชื่อเสียงรถแข่ง BMW เป็นที่ยอมรับจากนักแข่งทั่วโลก
มาถึงในปี 1993 จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อแผนกมาเป็น BMW M Gmbh
โดยในปี 2000 ได้เปิดตัว BMW M3 CSL (E46)
ที่ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ 3.2 ลิตร 343 แรงม้า
ซึ่งก็ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยมปี 2000
ในเวลาต่อมา BMW ก็ผลิตรถตระกูล M ทยอยออกสู่ตลาด
และได้รับความนิยมต่อเนื่องมาโดยตลอด
ยกตัวอย่างเช่น
ปี 1985 BMW M3 E30 เป็นรถที่มีการควบคุมขณะที่กำลังขับขี่ได้ดีที่สุดของโลก
จนถูกยกย่องให้เป็น “The Best Handling Cars Ever”
ปี 1993 BMW M3 E36 หรือ McLaren F1 เป็นรถยนต์ Grand Tourer รถยนต์ประเภทหรูหราและสมรรถนะสูง ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลกยนตรกรรม ณ ตอนนั้น
ความสำเร็จตรงนี้ ก็เลยทำให้ BMW มีไอเดียที่จะนำรถตระกูล M
พัฒนาให้คนทั่วโลกสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ อย่างที่เรารู้จักกันดี เช่น
ปี 2016 M2 Coupe เป็นรถที่สมรรถนะดีที่สุดในโลก จากนักทดสอบทั่วโลก ณ เวลานั้น
หรือล่าสุดในปีนี้ ที่สร้างกระแสให้วงการรถยนต์ก็คือ BMW M8 Competition Coupe ที่มีราคาขาย 17.9 ล้านบาท ซึ่งถูกยกให้เป็นรถแรงและเร็วที่สุดในโลก ด้วยอัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.2 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 305 กม./ชม.
ที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ ยังมีรถตระกูล M อีกหลายรุ่นที่วางจำหน่าย
และประสบความสำเร็จในเรื่องยอดขาย
ใครจะคิดว่า BMW จะกล้านำรถระดับตำนานในสนามแข่ง
มาพัฒนาดัดแปลงสู่ท้องถนน จนรถรุ่นตระกูล M ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
หนึ่งในเหตุผลของความสำเร็จ นอกจากเรื่องเทคโนโลยีทันสมัย
การออกแบบรถที่ตอบโจทย์ทุกมิติความต้องการ
จนทำให้ผู้ซื้อรู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
สิ่งหนึ่งที่รถแบรนด์อื่นไม่มี แต่รถ BMW ตระกูล M มี
ก็คือการเป็นตำนานเจ้าความเร็วในสนามแข่งทั่วโลก
สำหรับใครหลายคน การได้ครอบครองรถที่มี DNA ระดับตำนานอย่าง BMW ตระกูล M
จะมีความภาคภูมิใจที่อาจวัดเป็นตัวเงินไม่ได้ในตอนนี้
ซึ่งใครจะไปรู้ว่ารถตระกูล M ที่เราครอบครองในวันนี้
ในอนาคตอาจกลายเป็น Rare item ที่ใครๆ ก็ตามไล่ล่า เพื่อเก็บไว้สะสม ก็เป็นได้
References
- เอกสารประชาสัมพันธ์ บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด
https://chobrod.com
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.