เนสท์เล่ทุ่ม 1,530 ล้านบาทเปิดโรงงานยูเอชทีใหม่ ชูความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่า

เนสท์เล่ทุ่ม 1,530 ล้านบาทเปิดโรงงานยูเอชทีใหม่ ชูความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่า

18 ธ.ค. 2020
นายวิคเตอร์ เซียห์ (กลาง) ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า นำทีมผู้บริหารบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด  นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ (ซ้าย) ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์นมและโภชนาการสำหรับผู้ใหญ่ และ นายซาทิช ศรีนิวาซาน (ขวา) ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายเทคนิคและอุตสาหกรรมการผลิตเนสท์เล่ อินโดไชน่า เปิดโรงงานยูเอชที เนสท์เล่นวนคร 7 ที่ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรม นวนคร จังหวัดปทุมธานีเพื่อผลิตเครื่องดื่มยูเอชทีภายใต้แบรนด์ไมโล และนมตราหมี ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นโดยใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,530 ล้านบาท ชูเทคโนโลยีล้ำสมัย สร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่า ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค
โรงงานยูเอชที เนสท์เล่นวนคร 7 ดำเนินงานโดยคำนึงถึงความยั่งยืนตั้งแต่ กระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การพัฒนาเครื่องโฮโมจีไนเซอร์ที่ใช้ในการผลิตไมโล โดยเทคโนโลยีเมมเบรน แทนระบบเก่าที่เป็นแบบลูกสูบส่งผลให้มีการใช้พลังงานน้อยลง การใช้ Heat Recovery System นำความร้อนจากไอน้ำและน้ำร้อนที่เกิดจากกระบวนการผลิตกลับมาหมุนเวียนใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อลดการใช้พลังงาน  นอกจากนั้น ยังเลือกใช้สารทำความเย็นที่ไม่ทำลายชั้นโอโซน และยังมีการวางระบบจัดการของเสียและน้ำเสียจากการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามประเภทของขยะ ทำให้ไม่มีของเสียไปฝังกลบ การใช้นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เช่น การนำหลอดกระดาษแบบโค้งงอได้มาใช้กับผลิตภัณฑ์ไมโลยูเอชที รวมถึงลดปริมาณการใช้กระดาษลูกฟูกในการบรรจุสินค้า ด้วยการออกแบบกล่องให้เป็นแบบ Wrap Around แทนกล่องพับฝาชนทั่วไป จนถึง การจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ผ่านโครงการ “กล่องนมรักษ์โลก” รวมทั้งมีกระบวนการเก็บบรรจุภัณฑ์ยูเอชทีกลับมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี
การเปิดตัวโรงงานใหม่ในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบของโรงงานที่ส่งเสริมความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่แห่งคุณค่าในประเทศไทย และสร้างความสุขให้กับผู้บริโภคชาวไทยด้วยเครื่องดื่มยูเอชทีที่มีคุณภาพและโภชนาการเหมาะสม ตามเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ในการเปิดพลังแห่งอาหารเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดี สำหรับทุกคนในวันนี้และในอนาคต
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.