เศรษฐกิจซบเซา แต่ทำไม ตลาดอาหารสัตว์ ยังโตสวนกระแสโควิด 19

เศรษฐกิจซบเซา แต่ทำไม ตลาดอาหารสัตว์ ยังโตสวนกระแสโควิด 19

8 ม.ค. 2021
ต่อให้โควิด 19 จะแผลงฤทธิ์จนทำให้หลายครัวเรือนต้องรัดเข็มขัด จำใจหั่นสารพัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยออกไป เพื่อประคองตัวให้พ้นจากช่วงเวลาวิกฤตินี้
แต่สำหรับ ทาสหมา ทาสแมว รายจ่ายที่ทำใจตัดไม่ลง คือ ค่าใช้จ่ายของสัตว์เลี้ยง
เพื่อให้ลูกรัก ได้อิ่มหนำสำราญใจ ต่อให้ต้องจ่ายเท่าไร ก็พร้อมเปย์ !
ทำไมต้องทุ่มเทขนาดนั้น?
นี่คงเป็นคำถามที่ดังก้องในใจใครหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงสักครั้ง
เป็นไปได้ว่า เหตุผลใหญ่ๆ มีอยู่ 2 ประการ
อย่างแรก คือ ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้คนไทยขี้เหงามากขึ้น
อย่างที่รู้ว่าคนรุ่นใหม่ ถ้าไม่ครองตัวเป็นโสด ก็แต่งงานช้า แถมแต่งงานไปแล้วยังมีลูกน้อยหรือบางคู่เลือกที่จะไม่มีลูก
ขณะที่เหล่าคนวัยเกษียณ ซึ่งมีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ พอวันหนึ่งต้องมาอยู่บ้านเฉยๆ ก็รู้สึกไม่ชิน
ดังนั้น จึงหาสัตว์เลี้ยงมาไว้ข้างกายเป็นเพื่อนคลายเหงา
จากข้อมูลของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ พบว่า ในปี 2561
ประเทศไทยมีสัตว์เลี้ยงมากถึง 13.7 ล้านตัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 5 ล้านตัว เลยทีเดียว
อีกเหตุผล คือ คนยุคนี้ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นแค่ "Pet Lover" หรือ คนที่รักสัตว์เฉยๆ อีกต่อไป
แต่มองว่าตัวเองเป็น "Pet Parent" มองสัตว์เลี้ยงเหมือนลูกคนหนึ่ง ที่ต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ต่างจากสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว
เพราะฉะนั้น ถ้าเพื่อลูกแล้ว พ่อแม่ยอมทุ่มเทมากแค่ไหน
เพื่อสัตว์เลี้ยงแสนรัก ก็พร้อมเทหมดหน้าตักเช่นกัน..
เรื่องทั้งหมด เลยทำให้ภาพรวมตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง แทบจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากโควิด 19
แถมยังมีอัตราเติบโตปีละประมาณ 10% โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาหารสุนัข ที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี
ดังนั้น ในเมื่อความต้องการในตลาดมากขึ้น
จึงไม่แปลกเลยที่จะมีผู้เล่นรายใหม่ๆ พาเหรดเข้ามาชิงส่วนแบ่งในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง
โดยหนึ่งในผู้เล่นที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับตลาดไม่น้อย คือ เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร RS Group ซึ่งคร่ำหวอดในธุรกิจเพลงมายาวนาน ก่อนจะขยายธุรกิจมาจับตลาดอีคอมเมิร์ส
ใครจะคิดว่าจู่ๆ จะแตกไลน์มาลุยทำธุรกิจอาหารสัตว์
ซึ่งแม้เจ้าตัวจะยอมรับว่าไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่อาศัยอินไซต์ของคนรักสัตว์ ที่ยอมเสียเงินเพื่อหมาแมว เลยคิดว่าตลาดนี้อนาคตสดใสแน่นอน
ขณะที่ เนสท์เล่ ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก เป็นเจ้าของแบรนด์ชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น​ เนสกาแฟ เนสวิต้า น้ำดื่มเนสท์เล่ ไมโล แม็กกี้ ฯลฯ
แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า เนสท์เล่ ก็มีแบรนด์อาหารสัตว์อยู่ในมือมากมาย ไม่ว่าจะเป็น​เพียวริน่า, ฟริสกี้ส์, อัลโป หรือซุปเปอร์โค้ท
แต่จากความนิยมของคนที่หันมาเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ทำให้เนสท์เล่ มองว่า ที่มียังไม่พอ
เมื่อปีที่แล้วจึงทุ่มงบลงทุนกว่า 2,550 ล้านบาท สร้างโรงงานแห่งใหม่ในนิคมอมตะนคร เพื่อขยายกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม นอกจากการเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่
ตลาดนี้ยังหอมหวานสำหรับผู้เล่นๆ รายเล็กแต่ไอเดียล้น
หนึ่งในนั้น คือ ไลก้า (Laika) แบรนด์ขนมสุนัขทางเลือกที่น่าจะถูกใจคนรักสัตว์ที่เป็นสายกรีน
เพราะแหล่งวัตถุดิบหลักมาจากแมลง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกในอนาคต แทนที่จะผลิตจากเนื้อสัตว์เหมือนแบรนด์อื่นๆในท้องตลาด
ไลก้า ก่อตั้งโดย โด่ง-อิทธิกร เทพมณี และ เพชร-พชรพล อัจฉริยะศิลป์
สองหนุ่มไฟแรงที่ตั้งต้นธุรกิจนี้ จากการตั้งคำถามว่าอะไร คือ​ The next crisis ของโลก
หลังจากค้นพบว่า วิกฤติความมั่นคงทางอาหาร ที่คืบคลานเข้ามา
เพราะนับวันประชากรโลกมีแต่เพิ่มขึ้น สวนทางกับพื้นที่แหล่งเพาะปลูกอาหาร
การมองหาแหล่งโปรตีนทางเลือก จึงเป็นหนึ่งในทางรอดจากวิกฤตินี้
ทั้งคู่จึงตัดสินใจศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตัดสินใจลาออกจากงาน มาทำฟาร์มแมลง Black Soldier Fly หรือแมลงวันทหารสีดำ ก่อนจะต่อยอดมาเป็นขนมสุนัข
จุดเด่นของแมลงชนิดนี้ คือ นอกจากจะหาได้ในประเทศไทย ไม่เป็นพาหะนำโรค
ยังได้รับการยอมรับทางกฎหมายในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ ว่าสามารถบริโภคได้และปลอดภัยมากสำหรับการเลี้ยงสัตว์ มีโปรตีนและแร่ธาตุครบตามความต้องการของน้องหมา​
โดยเหตุผลที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า ไลก้า เพราะเป็นชื่อสุนัขตัวแรกที่ถูกส่งขึ้นไปกับยานอวกาศสปุตนิก 2 ก่อนจะส่งมนุษย์อวกาศคนแรกขึ้นไป
แต่ครั้งนี้ ไลก้า ก็จะมาช่วยมนุษย์สำรวจความมั่นคงด้านอาหารอีกครั้ง​
จากนี้คงต้องจับตาดูต่อไปว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงที่หอมหวานนี้ จากนี้จะเป็นอย่างไร จะมีผู้เล่นหน้าใหม่ หรือ ทางเลือกใหม่ๆ อะไรมาให้เหล่า Pet Parent ได้ตื่นตาตื่นใจอีกบ้าง..
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.