เจาะลึกหุ้น OR บริษัทน้ำมันและการค้าปลีก ที่กำลัง IPO เข้าตลาด

เจาะลึกหุ้น OR บริษัทน้ำมันและการค้าปลีก ที่กำลัง IPO เข้าตลาด

20 ม.ค. 2021
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR
ได้ต่อยอดจากสถานีบริการน้ำมัน มาเป็น Retailing Beyond Fuel ที่สามารถเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้ครบครันมากขึ้น
และ OR ได้เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์
ด้วยการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ในช่วงราคาหุ้นละ 16.00 - 18.00 บาท
โดยแผนเสนอขายหุ้นทั้งหมด คือจำนวนไม่เกิน 2,610 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 22.5% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
และแบ่งเป็นหุ้นสำหรับนักลงทุนต่างชาติ 17% ส่วนคนไทย 83%
สำหรับผู้จองซื้อหุ้นรายย่อย สามารถจองซื้อได้ที่ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย และกรุงไทย ที่สำนักงานใหญ่และทุกสาขาทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์
ในวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2564 จนถึงเวลา 12:00 น. ของวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564
การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปในครั้งนี้ เป็นการจัดสรรแบบวิธี Small Lot First เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของหุ้นอย่างทั่วถึง
และสำหรับผู้ถือหุ้น ปตท. จะมีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น ซึ่งสามารถจองซื้อได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในวันที่ 25 - 28 มกราคม 2564 โดยคาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “OR” ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้
ซึ่งผลประกอบการของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
ปี 2561 มีรายได้ 594,129 ล้านบาท กำไร 3,006 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 577,134 ล้านบาท กำไร 10,896 ล้านบาท
9 เดือนแรกของปี 2563 มีรายได้ 319,308 ล้านบาท กำไร 5,869 ล้านบาท
ทั้งนี้ OR ได้แบ่งการดำเนินธุรกิจหลักออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1) กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil) ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ
-การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบค้าปลีก
OR เป็นผู้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว) และผลิตภัณฑ์หล่อลื่นให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้ารายย่อย
โดย OR เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่มีมากกว่า 1,900 สาขาทั่วประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)
ปัจจุบันสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ได้ยึดแนวคิด “Living Community” ที่คำนึงถึงความต้องการและสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนโดยรอบ
รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนเข้ามาใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน
อีกทั้งยังเตรียมความพร้อม สู่เทรนด์พลังงานแห่งอนาคต ด้วยการทดลองสร้าง EV Charging Station ในสถานีบริการน้ำมันจำนวน 25 สาขา เพื่อรองรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
-การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์
OR พัฒนาโซลูชันเพื่อให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจรในฐานะ Energy Solution Provider
จึงมีลูกค้าในตลาดพาณิชย์ทั้งหมดกว่า 2,600 ราย ซึ่งครอบคลุมทั้งภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม
โดยผลิตภัณฑ์หลักคือ น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง
นอกจากนั้น OR ยังมีธุรกิจหล่อลื่น ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์หล่อลื่น จาระบี และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ผ่านช่องทาง B2B และ B2C ภายใต้แบรนด์ PTT Lubricants ที่ส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
อีกทั้งยังมีธุรกิจศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น และระบบของเหลวในรถยนต์ ซ่อมบำรุงรักษาแบบเบา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์
โดยมีแผนที่จะเพิ่มการให้บริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้นอีกด้วย
กลุ่มธุรกิจน้ำมันทั้ง 2 กลุ่มของ OR มีคลังรับ เก็บ จ่าย ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมกว่า 70 แห่งทั้งในและต่างประเทศ โดยตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ที่เอื้อต่อการกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังลูกค้า
ทำให้ได้เปรียบในการแข่งขัน ทั้งในด้านโลจิสติกส์ และด้านการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน
2) กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil)
แนวคิด Retailing Beyond Fuel คือแนวคิดที่ขยายขีดความสามารถของ OR เพื่อเติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภค ด้วย ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านกาแฟ ธนาคารสาขา
โดยปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ ของ OR มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น
-คาเฟ่ อเมซอน
ปัจจุบันนับเป็นร้านกาแฟที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทยกว่า 3,100 สาขา
และทำสถิติสูงสุดคือ มีผู้ใช้บริการมากสุด 3 ล้านคนต่อวัน
ที่สำคัญคือ ข้อมูลจาก Euromonitor บอกว่า คาเฟ่ อเมซอน เป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่มีจำนวนสาขามากเป็นอันดับ 6 ของโลก อีกด้วย
-จิฟฟี่
OR เป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อในสถานีบริการน้ำมัน ภายใต้แบรนด์ จิฟฟี่
และแบรนด์ เซเว่น อีเลฟเว่น ตามเงื่อนไขของสัญญาหลักความร่วมมือแต่เพียงผู้เดียวกับ ซีพี ออลล์
-เท็กซัส ชิคเก้น และ ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ
OR ได้รับสิทธิอนุญาตแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ในการดำเนินธุรกิจร้านไก่ทอดแบรนด์ เท็กซัส ชิคเก้น
และได้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ ของธุรกิจอาหารแบรนด์ ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ
นอกจากนี้ OR ยังมีพันธมิตรธุรกิจทั้งแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทยชั้นนำ เช่น พีเบอร์รี่ บริษัทจำหน่ายและนำเข้า เครื่องชงกาแฟ และเมล็ดกาแฟ
หรือ มีการนำผลิตผลทางการเกษตรและสินค้าท้องถิ่นในชุมชน เข้ามาร่วมในโครงการไทยเด็ด
3) กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ
OR วางแผนที่จะต่อยอดขยายธุรกิจไปยังตลาด CLMV
โดยปัจจุบัน ได้ดำเนินการธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน สิงคโปร์ โอมาน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย
ซึ่งแผนธุรกิจของ OR ภายในปี 2568 คือการขยายสเกลธุรกิจในมุมต่างๆ เช่น
-PTT Station จากเดิม 1,900 สาขา จะขยายเป็น 2,500 สาขา
-คาเฟ่ อเมซอน จากเดิม 3,100 สาขา จะขยายเป็น 5,200 สาขา
-ขยายการลงทุนใน CLMV
-หาคู่ค้าทางธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ
-กระจายศูนย์ EV Charging Station เพื่อรองรับเทรนด์ตลาดยานพาหนะไฟฟ้า
โดยคิดเป็นเม็ดเงินการลงทุนจำนวน 74,600 ล้านบาท
แบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็น กลุ่มธุรกิจน้ำมัน 34%, กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ 28% และ กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ 21%
Tag:OR
© 2021 Marketthink. All rights reserved.