Coach แบรนด์กระเป๋าชื่อดังระดับโลก ที่มาจากสหรัฐอเมริกา

Coach แบรนด์กระเป๋าชื่อดังระดับโลก ที่มาจากสหรัฐอเมริกา

9 เม.ย. 2021
เวลาพูดถึงแบรนด์หรู แบรนด์ส่วนใหญ่ที่หลายคนรู้จัก มักมาจาก
ฝรั่งเศส เช่น Louis Vuitton, Chanel, Hermès, Dior
หรืออิตาลี เช่น Gucci, Prada, Miu Miu, Bulgari
ในขณะที่ หากพูดถึงสหรัฐอเมริกา
แบรนด์ที่คนทั่วโลกส่วนใหญ่นึกออก ก็จะเป็นธุรกิจเทคโนโลยี, ร้านอาหารฟาสต์ฟูด และสื่อบันเทิง
ถึงแม้สหรัฐอเมริกา จะไม่ใช่ดินแดนแห่งแบรนด์หรู ซึ่งมีประวัติอันยาวนานเหมือนฝั่งยุโรป
แต่ในประเทศแห่งเสรีภาพแห่งนี้ ก็มีอยู่หนึ่งแบรนด์ ที่แทบทุกคนต้องรู้จัก
และเป็นหน้าเป็นตาให้กับวงการแบรนด์หรูของสหรัฐอเมริกา​ นั่นคือ “Coach”
Coach มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1941 ที่นครนิวยอร์ก
ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว ภายใต้ชื่อ Gail Manufacturing Company ดำเนินกิจการผลิตเครื่องหนังขนาดเล็ก เช่น กระเป๋าสตางค์, กระเป๋าถือ ที่ทำขึ้นด้วยมือทั้งหมด
ในห้องใต้หลังคา และมีช่างเพียง 6 คน
วันหนึ่งคุณ Miles Cahn ได้มีโอกาสเอากระเป๋าสตางค์ของตัวเองไปซ่อม ที่ Gail Manufacturing Company ซึ่งเป็นโรงงานที่พ่อของเขาทำงานอยู่
และรู้สึกประทับใจกับสภาพแวดล้อมและกระบวนการทำงานที่ได้พบเห็น
เขาจึงตัดสินใจที่จะเข้ามาทำงานในโรงงานแห่งนี้ด้วย พร้อมกับ Lillian Cahn ภรรยาของเขา ในปี 1946
เมื่อเข้ามาทำงานได้สักระยะหนึ่ง Miles ก็เริ่มสังเกตเห็นว่า หนังวัวที่ใช้ทำถุงมือเบสบอลนั้น
มีคุณสมบัติที่พิเศษ มีความแข็งแรง ดูดซึมสีย้อมได้ดี และหนังจะนิ่มขึ้น เมื่อใช้ไปนาน ๆ
เขากับช่างคนอื่น ๆ จึงลองนำหนังของถุงมือเบสบอล มาเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างสรรค์เครื่องหนังใหม่ ๆ
โดยเฉพาะกระเป๋าถือสำหรับผู้หญิง
ซึ่งปรากฏว่ากระเป๋าได้ผลตอบรับและความนิยมจากลูกค้าในทันที
เนื่องจากกระเป๋าดูหรูหรา ทนทาน และราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับแบรนด์ยุโรป รวมถึงอ่อนนุ่มขึ้น เมื่อยิ่งใช้งาน
ต่อมาหลังจาก Miles และ Lillian เริ่มเชี่ยวชาญในเรื่องเครื่องหนังและธุรกิจ
พวกเขาก็ได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการโรงงานเครื่องหนัง ที่พวกเขาทำงานอยู่ เป็นของตัวเองในปี 1961
และในปีเดียวกันนี้เอง พวกเขาก็ได้จ้างคุณ Bonnie Cashin ดีไซเนอร์ชื่อดัง ให้มาทำงานที่ Coach ด้วย
เพื่อออกแบบกระเป๋าถือให้กับแบรนด์ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เช่น รองเท้า, ปากกา
ซึ่ง Bonnie มีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่ได้ปฏิวัติการออกแบบและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้กับ Coach
โดยเฉพาะกระเป๋า และ Accessory ให้ดูมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ จนเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคในวงกว้าง
ซึ่งหลังจากนั้น Coach ก็ได้ถูกนำไปวางจำหน่ายในศูนย์การค้าทั่วสหรัฐอเมริกา
และเริ่มเปิดร้านค้าปลีกของตัวเองเป็นครั้งแรก บนถนน Madison Avenue ในมิดทาวน์แมนแฮตตัน เมื่อปี 1981
อย่างไรก็ดี Miles ได้เลือกที่จะขายกิจการ Coach ให้กับบริษัท Sara Lee Corporation ในปี 1985 ด้วยมูลค่า 940 ล้านบาท
เนื่องจากเขาต้องการทุ่มเทเวลาให้กับ ธุรกิจฟาร์มแพะและธุรกิจผลิตชีสของเขาที่กำลังเติบโต
ภายใต้การบริหารของ Sara Lee Corporation
Coach มีการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ และสาขาของร้านค้า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
รวมถึงขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ จนกลายเป็น Global Brand มากกว่าแค่ American Brand
จน Coach สามารถจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก ได้ในปี 2000
อย่างไรก็ตาม แม้ Coach จะประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงและฐานลูกค้าทั่วโลกแล้ว
แต่บริษัทก็ไม่หยุดที่จะขยายการเติบโตของธุรกิจ
ซึ่งกลยุทธ์ที่ Coach นำมาใช้ขยายธุรกิจ คือการเข้าซื้อกิจการของแบรนด์อื่น ๆ มาเสริมพอร์ตของตัวเอง
เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและเจาะตลาดใหม่ ๆ
ไม่ว่าจะเป็นการประกาศซื้อ
-แบรนด์รองเท้าหรู Stuart Weitzman ด้วยมูลค่า 17,960 ล้านบาท ในปี 2015
-แบรนด์กระเป๋า Kate Spade New York ด้วยมูลค่า 75,096 ล้านบาท ในปี 2018
และเพื่อให้สะท้อนว่า บริษัทไม่ได้มีแต่แบรนด์ Coach เพียงแบรนด์เดียว ภายใต้การบริหาร
จึงเปลี่ยนชื่อบริษัทจาก Coach, Inc. เป็นชื่อ Tapestry, Inc. ในปี 2017
ปัจจุบัน Tapestry มีมูลค่าบริษัทกว่า 356,700 ล้านบาท
และผลประกอบการของ Tapestry ในช่วงที่ผ่านมา
ปี 2018 มีรายได้ 183,985 ล้านบาท กำไร 12,438 ล้านบาท
ปี 2019 มีรายได้ 188,588 ล้านบาท กำไร 20,132 ล้านบาท
ปี 2020 มีรายได้ 155,242 ล้านบาท ขาดทุน 20,404 ล้านบาท
สาเหตุที่ปี 2020 บริษัทมีรายได้ลดลง ซึ่งลดลงกว่า 18%
เป็นเพราะสถานการณ์โควิด 19 ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่มีหน้าร้านสาขา
ในขณะที่ค่าใช้จ่ายของบริษัทกลับเพิ่มขึ้น
ซึ่งหลัก ๆ มาจากค่าใช้จ่ายการด้อยค่าของค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
ทำให้ภาพรวมบริษัทเผชิญกับภาวะพลิกจากกำไร มาเป็นขาดทุน นั่นเอง
ทั้งนี้ Tapestry มีสัดส่วนรายได้มาจากแบรนด์
Coach คิดเป็น 71%
Kate Spade New York คิดเป็น 23%
Stuart Weitzman คิดเป็น 6%
โดยแบรนด์ Coach มีจำนวนสาขาอยู่ที่ 958 สาขาทั่วโลก
Kate Spade New York มี 420 สาขา และ Stuart Weitzman มี 131 สาขา
จากเรื่องราวของ Coach ได้ให้ข้อสังเกตที่ว่า
การจะสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและยิ่งใหญ่ได้นั้น
บางทีเราอาจไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไปตั้งบริษัทของตัวเองเลยทันที เมื่อมีความคิดอยากเป็นผู้ประกอบการ
เหมือนอย่างที่คุณ Miles Cahn เลือกที่จะเข้าทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานแทนก่อน
เพื่อเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ให้แน่น และนำสิ่งที่ได้ไปต่อยอดธุรกิจในอนาคต
นอกจากนี้ Coach ยังแสดงให้เห็นว่า
สภาพแวดล้อมของธุรกิจ หรือรอบตัวเรา อาจไม่ใช่ข้อจำกัด ที่ไม่สามารถก้าวผ่านได้
เหมือนอย่าง Coach ซึ่งไม่ได้เกิดในประเทศที่เอื้อต่อการแจ้งเกิดแบรนด์หรู เหมือนในฝรั่งเศสและอิตาลี
แต่แบรนด์ก็สามารถพัฒนาและเติบโตอย่างก้าวกระโดด จนเป็นที่รู้จักของทั่วโลกได้..
© 2021 Marketthink. All rights reserved.