การแพร่ระบาดรอบใหม่ ฉุดการฟื้นตัวของ “ธุรกิจร้านอาหาร” - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

การแพร่ระบาดรอบใหม่ ฉุดการฟื้นตัวของ “ธุรกิจร้านอาหาร” - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

29 เม.ย. 2021
ธุรกิจร้านอาหาร ต้องกลับมาเผชิญกับความท้าทายอีกรอบ เมื่อโรคโควิดได้กลับมาระบาดอีกครั้งเป็นระลอกที่ 3 ส่งผลให้ในวันที่ 29 เมษายน 2564 ภาครัฐได้ประกาศยกระดับ 6 จังหวัด เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) ได้แก่ กรุงเทพฯ, ชลบุรี, เชียงใหม่, นนทบุรี, ปทุมธานี และสมุทรปราการ ห้ามมีการรับประทานอาหารภายในร้าน
รวมถึงจำกัดเวลาเปิดปิดในพื้นที่ควบคุม และพื้นที่ควบคุมสูงสุด โดยเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจร้านอาหารอย่างเลี่ยงไม่ได้
และการระบาดระลอกนี้ ยังซ้ำเติมผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารบางราย ที่ต้องเผชิญกับปัญหาการรายได้ลดลง, ขาดสภาพคล่อง และมีภาระสินเชื่อ ซึ่งสร้างความท้าทายในการอยู่รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดเล็ก-กลาง
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด 19 ต่อธุรกิจร้านอาหารในปี 2564 ดังนี้
-คาดมูลค่าธุรกิจร้านอาหารปี 2564 รวมหดตัว -5.6% ถึง -2.6%
เมื่อการระบาดของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจร้านอาหาร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยหลีกเลี่ยงการนั่งบริโภคภายในร้านหรือสังสรรค์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ
ประกอบกับการระบาดของโควิดที่ยาวนานต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านอาหารขนาดเล็ก- กลาง ที่คาดว่าจะมีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 80% ของธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมา จนทำให้ต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนหมุนเวียนภายนอก
สะท้อนให้เห็นจากยอดคงค้างสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้น ของธุรกิจบริการในช่วงปีก่อน
ภาพธุรกิจร้านอาหารในช่วงที่เหลือของปีนี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
ความเสี่ยงการกลับมาระบาดของโควิดยังคงมีอยู่ จากสถานการณ์ต่าง ๆ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ปรับลดประมาณการธุรกิจร้านอาหารในปี 2564 โดยมองว่า มูลค่าธุรกิจร้านอาหารน่าจะอยู่ที่ 3.82 – 3.94 แสนล้านบาท หรือหดตัว -5.6% ถึง -2.6% จากปีก่อนหน้า
(ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4.1 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นการหดตัวเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน
โดยผลกระทบจากการระบาดของโควิดครั้งนี้ ถึงแม้จะเป็นวงกว้าง แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อยอดขายของร้านอาหารแต่ละประเภท ในระดับที่แตกต่างกัน โดยแบ่งดังนี้
-ร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบต่อเนี่องอย่างรุนแรง จากการหดตัวของรายได้ของช่องทางการขายหลัก และโครงสร้างต้นทุนที่สูง ได้แก่ ร้านอาหารเต็มรูปแบบ (Full Service Restaurant)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านอาหาร ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า และแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ
ซึ่งนอกจากจะมีรายได้ที่หดตัวลงแล้ว ร้านอาหารในกลุ่มดังกล่าว ยังมีค่าใช้จ่ายประจำที่สูง ทำให้มีข้อจำกัดในการปรับรูปแบบต้นทุนและโครงสร้างธุรกิจ มากกว่าร้านอาหารกลุ่มอื่น
ทำให้ร้านอาหารในกลุ่มนี้บางส่วน เกิดภาวะขาดทุนต่อเนื่องจนกระทบสภาพคล่องทำให้จำเป็นต้องปิดตัวลง
ส่งผลให้ยอดขายของธุรกิจร้านอาหารในกลุ่มนี้ในปี 2564 น่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 1.39 - 1.44 แสนล้านบาท หรือหดตัวลง -12.0% ถึง -8.9%
-กลุ่มร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบปานกลาง เนื่องจากมีช่องทางการขายที่หลากหลาย โครงสร้างต้นทุนที่ยืดหยุ่น รวมถึงการปรับรูปแบบการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่
1.ร้านอาหารที่มีการให้บริการอย่างจำกัด (Limited Service Restaurant)
ซึ่งแม้ว่าจะได้รับผลกระทบจนทำให้หดตัวลงในปีที่ผ่านมาจากฐานที่สูง
แต่ความหลากหลายของช่องทางการขายไปยังภายนอก (อาทิ Take away, Drive through และจัดส่งไปยังที่พัก เป็นต้น) ที่มีสัดส่วนสูงถึง 65% - 70%
ทำให้ร้านอาหารในกลุ่มดังกล่าว จะยังคงมีช่องทางสร้างรายได้เพื่อนำมาหมุนเวียนในภาวะดังกล่าว
นอกจากนี้ การปรับรูปแบบของผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่ใช้ร้านอาหารขนาดเล็กเป็น Hub สำหรับธุรกิจจัดส่งอาหารไปยังที่พัก เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่หันซื้ออาหารแบบนำกลับ (Take away)
ทำให้คาดว่า ร้านอาหารประเภทดังกล่าว จะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 6.1 – 6.3 หมื่นล้านบาท หรือหดตัว -2.5% ถึงขยายตัว 0.7%
2.ร้านอาหารข้างทางที่มีพื้นที่หน้าร้าน (Street Food)
ที่คาดว่าได้รับประโยชน์จากนโยบายช่วยเหลือจากภาครัฐ และการเข้าถึงผู้บริโภคที่ง่าย ทั้งในเรื่องของราคาและสถานที่ตั้ง ที่มักตั้งอยู่ใกล้แหล่งชุมชน
อย่างไรก็ดี การแข่งขันที่รุนแรง น่าจะส่งผลให้ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้บางส่วนออกจากธุรกิจไป
ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ ที่ต้องการอยากทดลองตลาดกลับเข้ามาลงทุน ส่งผลให้เกิดภาพการหมุนเวียนของผู้เล่นที่เร็วขึ้นในปีนี้ และอาจมีการขยายตัวเล็กน้อยบนความเปราะบาง
โดยคาดว่าร้านอาหารในกลุ่มดังกล่าว จะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.82 - 1.87 แสนล้านบาท หรือหดตัว -1.0% ถึงขยายตัว 1.7%
-ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง จำเป็นต้องสำรวจความพร้อมและเร่งปรับตัว ในช่วงที่เหลือของปี 2564 เพื่อเพิ่มโอกาสอยู่รอดในธุรกิจ
เมื่อธุรกิจร้านอาหารยังมีความท้าทาย สถานการณ์ต่าง ๆ ที่ยังอาจเกิดขึ้นได้และเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา ภาวะดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการจำเป็นต้องสำรวจความพร้อมของตัวเอง
โดยแบ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่เสี่ยงได้เป็น กลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านรายได้และช่องทางการขายที่จำกัด อาทิ ร้านอาหาร Full Service และร้านอาหารที่มีช่องทางการขายหนึ่งหรือสองช่องทาง
โดยหากสัดส่วนยอดขายภายในร้าน คิดเป็นสัดส่วนสูงกว่า 50% อาจต้องเร่งปรับตัวโดย “เพิ่มช่องทางการขายและเป็นฝ่ายเข้าหาผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น”
รวมถึง “ปรับรูปแบบโปรโมชันและสินค้าให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายและโปรโมชันการตลาด ของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้งานเป็นหลัก”
นอกจากนี้ อีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงทางด้านโครงสร้างต้นทุนและภาระหนี้สินสูง เช่น มีภาระค่าใช้จ่ายประจำสูงกว่าค่าเฉลี่ยในธุรกิจร้านอาหาร (ประมาณ 35% - 40% ของรายได้) และมีภาระหนี้สินต่อเดือนสูง อาจพิจารณา
“จำกัดประเภทสินค้าและบริการ เพื่อควบคุมต้นทุนและความเสี่ยง” โดยเลือกขายเพียงสินค้าที่มีอัตราการหมุนเวียนสูง, ต้นทุนวัตถุดิบมีความผันผวนต่ำ และสามารถปรับเป็นเมนูอื่นได้ไม่ยาก
© 2021 Marketthink. All rights reserved.