ใครเป็นเจ้าของแบรนด์ สก๊อต รังนก ?

ใครเป็นเจ้าของแบรนด์ สก๊อต รังนก ?

26 พ.ค. 2021
ตลาดเครื่องดื่มประเภท ซุปไก่สกัดและรังนก ในเมืองไทย
มีผู้ครองตลาดหลัก ๆ อยู่ 2 ราย คือ “แบรนด์” (BRAND’S) และ “สก๊อต” (SCOTCH)
ซึ่งเจ้าแรก เป็นแบรนด์ต่างชาติ กำเนิดที่ประเทศอังกฤษ
ส่วนเจ้าหลัง เป็นแบรนด์ที่กำเนิดในประเทศไทย และมีเจ้าของเป็นคนไทย
โดยปัจจุบัน ในบ้านเรา
ตลาดซุปไก่สกัด มีมูลค่าประมาณ 7,500 ล้านบาท
ซึ่ง “แบรนด์” ครองส่วนแบ่งตลาดได้ 90% และอีกเกือบ 10% เป็นของ “สก๊อต”
ส่วนตลาดรังนก มีมูลค่าประมาณ 4,500 ล้านบาท
“แบรนด์” ครองส่วนแบ่งตลาดได้ 60% และ “สก๊อต” ครองส่วนแบ่งตลาดได้ 37%
บางคนอาจสงสัยว่า แล้วใครคือผู้กล้า ซึ่งปลุกปั้นสก๊อตขึ้นมา
เพื่อมาต่อกรกับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ เงินทุนหนาจากต่างประเทศ จนอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ ได้สำเร็จ
ซึ่งคุณสมโภช ชวาลเวชกุล กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เล่าว่า
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2526
สก๊อต ก่อตั้งขึ้นมาโดยพี่น้องตระกูลชวาลเวชกุล 4 คน จากทั้งหมด 6 คน
ได้แก่ คุณสมโภช, สมเกียรติ, สมศักดิ์ และสมบูรณ์ ชวาลเวชกุล
โดยไอเดียที่ทำให้พวกเขา จับมือมาทำธุรกิจร่วมกัน เกิดจากการมองว่า
ธุรกิจที่ทำเกี่ยวกับสินค้าเพื่อสุขภาพ น่าจะไปได้ดี โดยเฉพาะซุปไก่สกัด
เนื่องจากในตอนนั้น มีเจ้าตลาดเพียงรายเดียว ก็คือ “แบรนด์” ที่เข้ามาตีตลาดในไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517
ซึ่งอาจเป็นโอกาสให้แบรนด์หน้าใหม่ เข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาดได้
บวกกับพี่น้องตระกูลชวาลเวชกุล ต่างคนต่างจบจากหลายสาขาอาชีพ ทั้งเศรษฐศาสตร์, เภสัชกร, บัญชี และวิศวกรรมโยธา จึงน่าจะนำทักษะและความรู้ที่หลากหลาย มาช่วยกันต่อยอดธุรกิจได้
หลังจากก่อตั้งบริษัท แต่ละคนก็แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกัน เพื่อดูแลแต่ละส่วนงานธุรกิจ ได้แก่ ด้านโรงงาน, การขาย, การเงิน และการตลาด
ด้วยความที่เห็นโอกาสในธุรกิจ ผนวกกับความทุ่มเทในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
ทำให้พวกเขาสามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรก นั่นคือ สก๊อต ซุปไก่สกัด สูตรต้นตำรับ ออกสู่ตลาดได้ในปี พ.ศ. 2527 หรือ 1 ปี หลังจากก่อตั้งบริษัทขึ้นมา
และก็ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ตัวที่สอง อย่าง สก๊อต ซุปไก่สกัด ผสมถั่งเฉ้า ในปี พ.ศ. 2529
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญ​ ที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด
และทำให้ สก๊อต เป็นที่จดจำของคนทั้งประเทศมากขึ้นนั้น
เกิดหลังจากที่พี่น้องชวาลเวชกุล เห็นโอกาสทางธุรกิจอีกครั้ง ในตลาดรังนก
จึงขยายผลิตภัณฑ์ และเปิดตัว สก๊อต รังนกแท้ ออกสู่ตลาด ในปี พ.ศ. 2533
พร้อมกับสร้าง Brand Awareness ให้ผู้บริโภครับรู้ว่า สก๊อต คือผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม
เพื่อดึงดูดและตอบโจทย์ ลูกค้าสายสุขภาพและความงาม
โดยหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดหลัก ๆ ของสก๊อต คือ Emotional Marketing
ที่สื่อสารเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ ออกไปสู่ผู้บริโภคว่า สก๊อต = ความรัก ความห่วงใย
ด้วยการนำดาราชื่อดังมาออกโฆษณา แล้วบอกว่าพวกเขาดูแลตัวเอง ด้วยการดื่มสก๊อตทุกวัน
หรือซื้อสก๊อตไปฝากให้คนที่รัก หรือคนในครอบครัว โดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่าง ๆ เช่น วันปีใหม่ รวมถึงมอบให้ในวันพิเศษ ๆ
เพื่อแสดงถึงความรักและความห่วงใยต่อผู้รับ
ซึ่งกลยุทธ์นี้ ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะมีหลายคนจดจำสก๊อตในภาพลักษณ์ดังกล่าว
แถมบ่อยครั้ง เวลาจะคิดซื้อของฝาก หรือแวะไปเยี่ยมใคร และต้องมีของติดไม้ติดมือไปด้วย
ก็จะนึกถึง สก๊อต ไปโดยปริยาย
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ สก๊อต ก็จะมี
สก๊อต รังนกแท้ 9 สูตร
สก๊อต ซุปไก่สกัด 11 สูตร
สก๊อต เพียวเร่ 3 สูตร
สก๊อต คอลลาเจน 5 สูตร
สก๊อต เอบีซี ดริ๊งค์ 2 สูตร
สก๊อต คอร์ดี้ 1 สูตร
ซึ่งนอกจากขายเป็นแพ็ก หรือขวดเดี่ยว ๆ แล้ว
สก๊อต ยังมีขายในรูปแบบกระเช้าและชุดของขวัญ สำหรับเป็นของฝากโดยเฉพาะอีกด้วย
อาทิ กระเช้าสก๊อต รังนก, กระเช้าสก๊อต ซุปไก่สกัด, กระเช้าสก๊อต เพียวเร่, ชุดของขวัญ สก๊อต คิตซ์
ทีนี้มาลองดูผลประกอบการ ที่ผ่านมาของ สก๊อต กัน
บริษัท สก๊อต อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด
ปี 2561 มีรายได้ 1,998 ล้านบาท กำไร 111 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 2,098 ล้านบาท กำไร 123 ล้านบาท
โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ ตามผลิตภัณฑ์ ได้เป็น
50% มาจากผลิตภัณฑ์ รังนก
30% มาจากผลิตภัณฑ์ ซุปไก่
20% มาจากผลิตภัณฑ์ คอลลาเจน, เพียวเร่ และอื่น ๆ
แต่ถ้าแบ่งสัดส่วนรายได้ตามภูมิศาสตร์
บริษัทจะมีสัดส่วนรายได้มากกว่า 90% มาจากภายในประเทศ
ส่วนอีกไม่ถึง 10% มาจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในกลุ่มอาเซียน
ซึ่งถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง “แบรนด์” จากประเทศอังกฤษ
เจ้าของผลิตภัณฑ์ แบรนด์ซุปไก่สกัด, แบรนด์รังนกแท้, แบรนด์วีต้า, แบรนด์เจน-ยู
บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด
ปี 2561 มีรายได้ 11,869 ล้านบาท กำไร 2,565 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 10,958 ล้านบาท กำไร 2,047 ล้านบาท
โดย 55% ของรายได้ทั้งหมด มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์แบรนด์ซุปไก่สกัด
จะเห็นว่า ในแง่ของผลประกอบการธุรกิจ
สก๊อต มีรายได้ตามหลัง แบรนด์ อยู่หลายเท่าตัว
กลับมาที่ สก๊อต
คุณสมโภช ได้กล่าวว่า ธุรกิจที่มั่นคง ไม่ควรมีเพียงธุรกิจเดียว
ดังนั้นทิศทางของบริษัทนับจากนี้ นอกจากจะขยายการเติบโตให้ธุรกิจเดิมแล้ว
ต้องกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจอื่น ๆ ด้วย
อาทิ การโฟกัสและเพิ่มสัดส่วนรายได้ จากตลาดในต่างประเทศ ให้มากขึ้น
และการก้าวเข้าสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553
เช่น ก่อสร้างโครงการมิกซ์ยูส “สุพรีม คอมเพล็กซ์” ในย่านสามเสน บนเนื้อที่ 5 ไร่ ด้วยงบลงทุน 1,200 ล้านบาท
สำหรับความท้าทายของ สก๊อต ในตอนนี้ ในมุมมองของคุณสมโภช
คือการปรับตัวธุรกิจ ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันของตลาดในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้แบรนด์ดูเก่า ดูเชย
รวมถึงการส่งมอบธุรกิจครอบครัว ให้กับทายาทรุ่นต่อไป ซึ่งต้องวางรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง
เพื่อให้การส่งผ่านราบรื่น และธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีแผนพิจารณานำ สก๊อต เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในอนาคต อีกด้วย..
© 2021 Marketthink. All rights reserved.