การเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อย ยังเผชิญอุปสรรคด้านค่าใช้จ่าย - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

การเรียนออนไลน์ ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อย ยังเผชิญอุปสรรคด้านค่าใช้จ่าย - ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

8 มิ.ย. 2021
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ปกครอง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ต่ออุปสรรคในการที่บุตรหลาน ต้องกลับมาเรียนออนไลน์อีกครั้ง และมุมมองต่อการศึกษาในรูปแบบออนไลน์ในระยะข้างหน้า
เนื่องจากปัจจุบัน รูปแบบการเรียนออนไลน์ได้ถูกพัฒนาต่อยอดมาเป็นแอปพลิเคชันด้านการศึกษา เพื่อเป็นช่องทางเลือกให้ผู้ปกครองอีกด้วย โดยสรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้
-ผู้ปกครองที่มีรายได้น้อย เผชิญความไม่พร้อมต่อการเรียนออนไลน์ ทั้งอุปกรณ์และค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ต
แม้การเรียนออนไลน์เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเปิดเทอม จะไม่ใช่เรื่องใหม่ของผู้ปกครองในยุคที่มีการระบาดของโควิด แต่จากผลสำรวจพบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่กว่า 79.1% ยังพบอุปสรรคในการเรียนออนไลน์
โดยอุปสรรคสำคัญ คือ ความไม่พร้อมในอุปกรณ์การเรียนออนไลน์ โดยพบว่า
นักเรียนส่วนใหญ่เรียนออนไลน์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ตโฟน คิดเป็นสัดส่วน 50.9%
ขณะที่การเรียนผ่านแท็บเล็ต คิดเป็น 34.2%
และเรียนผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ มีประมาณ 32.6% ของกลุ่มตัวอย่าง
ซึ่งแน่นอนว่าการเรียนออนไลน์ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ตโฟนเป็นระยะเวลานาน ก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพของนักเรียน
โดยกลุ่มผู้ปกครองที่มีรายได้น้อย จะมีปัญหาเรื่องของอุปกรณ์การเรียนอย่าง คอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต และอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบุตรหลานในวัยเรียนมากกว่า 1 คน จะเผชิญกับข้อจำกัดในการซื้ออุปกรณ์ดังกล่าว เพื่อใช้ในการเรียนออนไลน์
และบางส่วนมองว่า ต้องมีรายจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น
(ข้อมูลของ Hootsuite ระบุ ประชากรไทยส่วนใหญ่ครอบครองโทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ตโฟน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 98.9% ขณะที่มีคอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต คิดเป็น 48.5% และ 34.7% ของกลุ่มประชากรที่มีช่วงอายุ 16- 64 ปี ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า คนไทยที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ส่วนใหญ่ ยังใช้ระบบเติมเงิน ขณะที่การใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีเพียง 9-10 ล้านคน)
อีกทั้งผู้ปกครองยังเผชิญปัญหาจากข้อจำกัดเรื่องความรู้ทางเทคโนโลยี ทำให้บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาระหว่างการเรียนออนไลน์ ต้องใช้เวลาในการแก้ไข
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการเรียนออนไลน์อื่น ๆ อาทิ
ผู้ปกครองไม่มีเวลาในการดูแลบุตรหลานระหว่างการเรียนออนไลน์
รูปแบบการสอนที่ไม่จูงใจ ทำให้เด็กนักเรียนมีสมาธิไม่เพียงพอ เกิดปัญหาการไม่เข้าใจบทเรียน
ความไม่เสถียรของระบบอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อ ทำให้การเรียนไม่ต่อเนื่อง
และปัญหาสภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัย ไม่เหมาะกับการเรียนออนไลน์
สำหรับมุมมองของผู้ปกครองที่มีข้อจำกัดต่อการเรียนออนไลน์ มองว่า เมื่อสถานการณ์โควิดดีขึ้น และนักเรียนสามารถกลับไปเรียนได้
ทางโรงเรียนอาจจะพิจารณาจัดเรียนเพิ่มเติมวันเสาร์ หรือเพิ่มเวลาเรียนในวันธรรมดา และปรับลดเวลากิจกรรมบางประเภทลง เพื่อไม่ให้กระทบการเรียน
-ในระยะยาวการเรียนออนไลน์มีบทบาทมากขึ้น แต่คุณภาพการศึกษา ยังเป็นประเด็นที่ผู้ปกครองกังวล
เมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวมาใช้รูปแบบออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มการประชุมออนไลน์หรือแอปพลิเคชันเฉพาะสำหรับการเรียน ที่ช่วยให้การสอนออนไลน์เสมือนอยู่ในห้องเรียนจริงมากขึ้น และพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา
และในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า รูปแบบการศึกษาออนไลน์ คงจะเข้ามามีบทบาทในด้านการศึกษามากขึ้น อย่างการเรียนเสริมทักษะเพิ่มเติมทางออนไลน์
หรือเทรนด์การศึกษาใหม่ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศอย่าง Hybrid Homeschooling เป็นรูปแบบการเรียนที่มีการผสมระหว่างการเรียนออนไลน์และการเรียนที่โรงเรียนเป็นบางวัน
ดังนั้น กระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกการศึกษาในยุคใหม่ที่ไร้พรมแดน หลายฝ่ายอาจจะต้องมีการวางแผนและสร้างระบบการเรียนออนไลน์ให้เป็นมาตรฐาน
จากผลสำรวจสะท้อนว่า พบว่า ผู้ปกครองยังมีความกังวลต่อรูปแบบการเรียนออนไลน์ โดยสิ่งที่ผู้ปกครองมีความกังวลมากที่สุด คือ คุณภาพการศึกษา (คิดเป็น 56.4%)
เด็กนักเรียนไม่มีสมาธิในการเรียน เนื่องจากการเรียนออนไลน์ต้องมีแรงจูงใจ และมีทักษะในการบริหารจัดการเวลาเรียน
รูปแบบของการเรียนออนไลน์มีข้อจำกัดในการโต้ตอบระหว่างผู้สอนและผู้เรียน และเหมาะสำหรับบางวิชาที่สอนทฤษฎี แต่จะไม่เหมาะในวิชาที่ต้องมีการปฏิบัติ
ขณะที่ผู้ปกครองประมาณ 48.2% มองว่า การเรียนออนไลน์ระยะยาว จะส่งผลในเรื่องของสุขภาพและคุณภาพชีวิตของบุตรหลาน
เนื่องจากการเรียนออนไลน์ไม่เหมาะกับเด็กเล็ก จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น สายตา ของนักเรียน และไม่เหมาะกับเด็กนักเรียน เนื่องจากเด็กต้องมีสังคมและเพื่อน
นอกจากนี้ ผู้ปกครองกว่า 37.8% มองในเรื่องของข้อจำกัดและความไม่ปลอดภัยของเทคโนโลยี โดยมีความรู้ด้านเทคโนโลยีที่จำกัด และกังวลต่อภัยที่มากับโลกออนไลน์ เช่น ปัญหาจากไวรัส และมิจฉาชีพ
โดยสรุป สถานการณ์โควิด ที่ยังพบคลัสเตอร์การระบาดใหม่ต่อเนื่องในกรุงเทพฯ
ทำให้การกลับมาเปิดภาคเรียนในวันที่ 14 มิ.ย. 64 ยังมีความไม่แน่นอนสูงในหลายพื้นที่
ซึ่งหนึ่งในแนวทางลดผลกระทบ คือ การเรียนออนไลน์ ที่จะยังเป็นช่องทางเลือกของการศึกษา แม้ว่าจะมีข้อจำกัด
และเพื่อที่จะให้การเรียนผ่านสื่อออนไลน์มีประสิทธิผล ก็อาจจะต้องมีการพัฒนาหรือปรับเนื้อหาให้น่าสนใจอย่างการใช้คลิปวิดีโอประกอบการสอน การเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างครูและนักเรียนแบบเรียลไทม์ (Real Time) รวมถึงการจัดทำคลิปบันทึกการสอน เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าไปดูและทบทวนได้ตลอดเวลา เป็นต้น
สำหรับนักเรียนบางกลุ่มที่ไม่มีความพร้อมในการเรียนออนไลน์ ก็จะเกิดช่องว่างและความไม่เท่าเทียมทางการศึกษา
ซึ่งเบื้องต้นทางการอาจจะแจกบทเรียนพร้อมสรุปและแบบฝึกหัด เพื่อให้นักเรียนสามารถทำความเข้าใจก่อนเปิดภาคเรียนใหม่
นอกจากนี้ อาจจะมีการพัฒนาคอนเทนต์การศึกษาตามหลักสูตรของแต่ละระดับชั้นในช่องทางออนไลน์ เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าไปเรียนเพิ่มเติมและทบทวนความรู้ได้ตลอดเวลา
และเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ปกครองบางกลุ่ม ที่เผชิญกับปัญหาด้านการเงิน ภาครัฐอาจจะร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม จัดแพคเกจอินเทอร์เน็ตพิเศษสำหรับนักเรียนในการเรียนออนไลน์
ท้ายที่สุด โจทย์ในระยะกลางถึงยาว ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกการศึกษา ที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นนั้น
การพัฒนาการศึกษาในระบบให้มีคุณภาพและเท่าเทียม ด้วยการพยายามลดข้อจำกัด
และเติมเต็มช่องว่างในทุก ๆ ด้าน โดยให้ความสำคัญกับพัฒนาการของนักเรียนเป็นหลัก เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันดำเนินการ
© 2021 Marketthink. All rights reserved.