สี Jotun สีที่ใช้ทา หอไอเฟล ในฝรั่งเศส และตึกที่สูงสุดในโลก ในดูไบ

สี Jotun สีที่ใช้ทา หอไอเฟล ในฝรั่งเศส และตึกที่สูงสุดในโลก ในดูไบ

22 มิ.ย. 2021
โจตัน (Jotun) หรือที่บางคนเรียกกันว่า สีทาบ้าน ตรานกเพนกวิน
ซึ่งเรามักจะเข้าใจผิดกันมาเสมอ ว่ามาจากประเทศญี่ปุ่น
แต่แท้จริงแล้ว สีแบรนด์นี้ มีบ้านเกิดอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์..
รู้ไหมว่า สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ ของโลก ใช้สีโจตัน ในการทาเคลือบพื้นผิวภายนอก
ยกตัวอย่างเช่น
- The Burj Khalifa ตึกที่สูงที่สุดในโลก ในเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- The Eiffel Tower หอไอเฟล ในประเทศฝรั่งเศส
- The Petronas Towers ตึกแฝดปิโตรนาส สัญลักษณ์ของเมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
- Marina Bay Sands โรงแรมและกาสิโนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ในประเทศสิงคโปร์
แล้วเรื่องราวของสีโจตัน ที่เริ่มต้นจากประเทศที่มีประชากรไม่มาก ปัจจุบันมีเพียง 5 ล้านคน
ได้กลายเป็นแบรนด์ ที่ได้รับความไว้วางใจ และมีชื่อเสียงไปทั่วโลกได้อย่างไร ?
ก่อนอื่นต้องย้อนความหลังไปยัง จุดกำเนิดของสีโจตัน กันก่อน
ในปี ค.ศ. 1920 คุณ Odd Gleditsch ได้เริ่มต้นธุรกิจสี จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสีในประเทศนอร์เวย์
โดยสีที่เขาจำหน่าย จะเป็นสีที่ใช้สำหรับทาเรือล่าปลาวาฬ ในประเทศนอร์เวย์
ซึ่งในช่วงนั้นเอง อาชีพล่องเรือล่าปลาวาฬ กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก
พอธุรกิจไปได้สวย จึงทำให้คุณ Gleditsch มีความคิดอยากเริ่มทำการผลิตสีเป็นของตัวเอง
ต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1926 เขาได้เปิดบริษัท “Jotun Kemiske Fabrik A/S” ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 2 แสนบาท เพื่อผลิตสีจำหน่าย ภายใต้แบรนด์โจตัน
เวลาผ่านมาเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น สีโจตัน ก็มียอดขายถล่มทลาย จากนวัตกรรมสี “Arcanol” ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการป้องกันการเกิดสนิม สำหรับสีทาเรือ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า นวัตกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์มาในทุกยุคทุกสมัย
ใครช่วงชิงพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ ที่เสริมมูลค่าให้กับสิ่งของที่ดูธรรมดา ให้กลายเป็นของพิเศษได้ก่อน ก็ย่อมได้เปรียบ
จากความสำเร็จกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สี Arcanol ในครั้งนั้น
จึงทำให้คุณ Gleditsch มองเห็นโอกาส ที่จะนำนวัตกรรมเข้ามาสู่ผลิตภัณฑ์สีทาภายนอกและภายในอื่น ๆอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น
- สีทาภายนอกอาคาร “Drygolin” นวัตกรรมที่ทำให้สีเกิดความติดทนนาน สีไม่เปลี่ยน ทนแดด
- สีทาภายในอาคาร “Fenom” นวัตกรรมที่ทำให้สีเกิดความเรียบเนียน และลดกลิ่นที่แรง
สำหรับสี Fenom ตัวนี้ บริษัท โจตัน กรุ๊ป เอง ได้เล็งเห็นถึงการบุกสู่ตลาดค้าปลีก ด้วยการตั้งราคาสินค้าที่ไม่สูงมาก จึงทำให้สีโจตัน สามารถเจาะกลุ่มตลาดลูกค้ารายย่อย ได้ง่ายขึ้น
หลังจากบริษัท โจตัน กรุ๊ป กลายเป็นผู้ผลิตสีรายแรก ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในประเทศนอร์เวย์
ในปี ค.ศ. 1965 บริษัทจึงได้เริ่มขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ
โดยการขยายในครั้งนี้ คุณ Gleditsch ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของ การจัดตั้งศูนย์กลางกระจายสินค้า และการจัดตั้งโรงงานผลิตสีในประเทศที่มีค่าแรงงานที่ถูก โดยจะต้องมีความสะดวกในการเป็นจุดศูนย์กลางในการขนส่งไปยังประเทศอื่น ๆ ในทวีป
ซึ่งประเทศแรกที่โจตัน เลือกไปตั้งโรงงานผลิตสี คือ ประเทศลิเบีย ซึ่งอยู่ติดกับประเทศอียิปต์ ในทวีปแอฟริกา
ส่วนที่มาของโลโกโจตัน คุณ Gleditsch ต้องการเปรียบคุณภาพของสีทาอาคารโจตัน ให้เหมือนกับ “นกเพนกวิน ที่นำสีสันมาสู่โลก”
ซึ่งนกเพนกวิน ในความเชื่อของชาวนอร์เวย์ จะเป็นนกที่สวรรค์สร้างขึ้นมา
ทำให้มีความแข็งแกร่ง สามารถทนต่อสภาพอากาศที่รุนแรง เฉกเช่นเดียวกับคุณภาพสีของโจตัน
เรื่องนี้จึงเป็นที่มาของโลโกรูปนกเพนกวิน ที่ปรากฏทับอยู่บนลูกโลก นั่นเอง
ในปี ค.ศ. 1970 คุณ Odd Gleditsch Junior ซึ่งเป็นรุ่นลูก ก็ได้เข้ามาสานต่อธุรกิจผลิตสีแห่งนี้ต่อจากคุณพ่อ
การเข้ามาของคุณ Gleditsch Junior กับความคิดในการนำนวัตกรรม เข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์สี
ก็ได้ทำให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่แพ้รุ่นพ่อ
ถึงแม้ว่าบริษัท โจตัน กรุ๊ป จะประสบวิกฤติครั้งใหญ่
โดยโรงงานผลิตสีในประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญ เกิดไฟไหม้ใหญ่ขึ้นในปี ค.ศ. 1976
แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้คุณ Gleditsch Junior เกิดความย่อท้อ แต่อย่างใด
แทนที่เขาจะใช้เวลาในการฟื้นฟูโรงงานเพียงอย่างเดียว
คุณ Gleditsch Junior กลับมองว่าจังหวะนี้ เขาต้องรีบกู้ชื่อเสียง และเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน และหุ้นส่วนคืนมา โดยการทำตามแผนขยายสาขาที่วางไว้ตั้งแต่เดิม ก่อนเกิดไฟไหม้
หลังจากนั้นบริษัทได้ขยายสาขาและโรงงานการผลิต เข้ามาอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นครั้งแรก
และประเทศที่เหมาะสมกับการลงทุน ในมุมมองของคุณ Gleditsch Junior ก็คือ ประเทศไทย นั่นเอง
ปัจจุบันสีโจตัน ขยายไปไกลมากกว่า 45 ประเทศ และมีมากกว่า 100 สาขาทั่วโลก
รวมถึงจัดตั้งโรงงานผลิตสี 38 แห่ง ใน 23 ประเทศทั่วโลก
สีโจตัน ที่มีการขยายธุรกิจไปทั่วโลกแบบนี้ มีผลประกอบการเป็นอย่างไรบ้าง ?
ปี 2019 มีรายได้ 74,300 ล้านบาท กำไร 5,800 ล้านบาท
ปี 2020 มีรายได้ 79,600 ล้านบาท กำไร 8,900 ล้านบาท
ผลิตภัณฑ์ที่ทำยอดขายได้ดีที่สุด คือ สีทาภายในอาคาร คิดเป็นส่วนแบ่งรายได้ทั้งหมด 40%
โดยกลุ่มลูกค้าหลัก จะเป็นประเภทลูกค้ากลุ่มครัวเรือนทั่วไป
ถ้าถามว่า แบรนด์โจตัน มองโลกในอนาคต อีก 5-10 ปีข้างหน้า
และเตรียมพร้อมรับมือกับบทบาทของเทคโนโลยี ที่กำลังพัฒนาขึ้นตามยุคสมัยอย่างไร ?
คุณ Odd Gleditsch d.y. ผู้เป็นหลาน ได้บอกไว้อย่างชัดเจนว่า
บริษัท โจตัน กรุ๊ป ได้มองการเติบโตไว้ใน 3 รูปแบบ
1. การโอบกอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม เหมือนที่บริษัททำมาอยู่ตลอด
แต่จะขยายไปยังเทคโนโลยี ในเรื่องของการทำความสะอาดสี และเรื่องของนวัตกรรม ที่จะทำให้สีสามารถเคลือบวัสดุได้คงทนมากขึ้น
2. พนักงานคือหัวใจสำคัญ
ไม่ว่าโลกจะหมุนไปเร็วหรือไกลเท่าไร
แต่มนุษย์ที่มีความคิดอิสระและสร้างสรรค์ ย่อมจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือเทคโนโลยีอย่างแน่นอน
3. การขยายความหลากหลาย ในการใช้งานของผลิตภัณฑ์ ให้มากขึ้นกว่าเดิม
เช่น ขยายให้สี มีความสามารถพิเศษสำหรับวัสดุก่อสร้าง ที่ทันสมัยขึ้น
รวมไปถึงในส่วนของ การให้บริการ การออกแบบภายในและภายนอก กับลูกค้า
อ่านถึงตรงนี้ เราก็คงจะได้เห็นความเป็นมา กลยุทธ์ทางธุรกิจของแบรนด์สีทาอาคารและเรือระดับโลก อย่างโจตัน กันไปเรียบร้อยแล้ว
รู้ไหมว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัท ก็คือ ทัศนคติของความเป็นผู้นำ อย่างคุณ Odd Gleditsch จากรุ่นพ่อสู่รุ่นหลาน
คุณ Odd Gleditsch ผู้ก่อตั้งบริษัท เคยเผยเคล็ดลับออกมาว่า
“ถ้าผมมีอาวุธลับ นั่นคงเป็นความสามารถของผม ในการหาพนักงาน การตั้งใจฟังแนวความคิด และคำแนะนำจากพวกเขาเหล่านั้น”
ด้วยวิสัยทัศน์ในการพัฒนาพนักงานให้มีความสามารถ และเฟ้นหาพนักงานที่มีความสามารถหลากหลาย แบบนี้เอง เป็นอีกหนึ่งวิธีการคิดที่สำคัญ ที่ทำให้โจตันประสบความสำเร็จ และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก อย่างทุกวันนี้
© 2021 Marketthink. All rights reserved.