โอวัลติน ตำนานเครื่องดื่มมอลต์สกัด จากสวิตเซอร์แลนด์

โอวัลติน ตำนานเครื่องดื่มมอลต์สกัด จากสวิตเซอร์แลนด์

14 ส.ค. 2021
นอกจากนมโรงเรียนและนมยี่ห้อต่าง ๆ แล้ว อีกเครื่องดื่มที่ผูกพันกับเรามาตั้งแต่วัยเด็ก
คงไม่พ้นเครื่องดื่มมอลต์สกัด ที่เมื่อใครเห็นโลโกรูปพระอาทิตย์ บนพื้นหลังสีแดง
ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็น “โอวัลติน”
เราต่างเคยสัมผัส กลิ่นหอม ๆ ของโอวัลติน ผ่านการชงร้อน ๆ เองที่บ้าน
หรือเจอรถโอวัลติน มาเสิร์ฟความอร่อย ถึงในโรงเรียน ให้เรากับเพื่อน ๆ ได้ต่อแถวกัน
ซึ่งบางคน เมื่อได้ดื่มโอวัลติน แรก ๆ ก็อาจเข้าใจผิดว่า เป็นเครื่องดื่มทำมาจากผงโกโก้
แต่จริง ๆ แล้ว วัตถุดิบหลักของเครื่องดื่มนี้ ทำมาจากมอลต์สกัด
อีกเรื่องที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ก็คือ เครื่องดื่มในความทรงจำอย่าง โอวัลติน มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เรื่องนี้ต้องย้อนรอย ไปในปี 2408 ที่เมืองเบิร์น, สวิตเซอร์แลนด์
เกิดเหตุการณ์ที่ ดร.จอร์จ วานเดอร์ นักเคมีชาวสวิส กำลังค้นหาวิธีช่วยเหลือคนไข้ ซึ่งทานอะไรไม่ค่อยได้ หรือเด็ก ๆ ที่ขาดสารอาหาร ให้ได้รับสารอาหารและโภชนาการครบถ้วน
เลยได้ค้นพบสูตรเครื่องดื่มร้อนเพื่อสุขภาพ ที่มีส่วนผสมหลักเป็นมอลต์สกัด กับไข่ไก่
โดยมอลต์สกัด ทำมาจากเมล็ดข้าวบาร์เลย์
วิธีทำมอลต์สกัด คือ นำเมล็ดข้าวบาร์เลย์ มาแช่น้ำให้รากอ่อน งอกออกมาเล็กน้อย
และนำมากลั่นด้วยความร้อนต่ำ จนกลายเป็นมอลต์สกัด ที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย
หลังจาก ดร.จอร์จ นำเครื่องดื่มที่คิดค้นได้นี้ ไปลองให้ผู้คนดื่มกัน
ผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจ คนที่ดื่มได้สักพัก ก็ต่างออกความเห็นในเชิงบวก และรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น
เขาเลยตัดสินใจนำเครื่องดื่ม ออกวางขายให้แก่คนทั่วไป ในนามบริษัท Wander
แถมเครื่องดื่มประเภทนี้ ยังถูกตั้งชื่อว่า “Ovo-Maltine” ซึ่งมาจากการรวมคำของ ส่วนผสมหลักอย่าง มอลต์ (Malt) และ ไข่ (Ovum) นั่นเอง
หลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์ Ovo-Maltine ก็คงเอกลักษณ์และทำตลาดในสวิตเซอร์แลนด์ มาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาหลายทศวรรษ
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ ก็เกิดขึ้นในปี 2447
เมื่อ ดร.อัลเบิร์ต วานเดอร์ ซึ่งเป็นลูกชายของ ดร.จอร์จ วานเดอร์ และบริหารบริษัท Wander ต่อจากพ่อ
ตัดสินใจต่อยอดสูตรเครื่องดื่มดั้งเดิม ที่สืบทอดกันมา ให้ดียิ่งขึ้น
โดยเพิ่มคุณค่าโภชนาการอื่น ๆ เข้าไปในเครื่องดื่ม เช่น โกโก้, นมผง, วิตามิน และแร่ธาตุผสม
ปรับสูตรและรสชาติให้เหมาะสม จนกลายเป็นโอวัลติน ที่เราคุ้นเคยกันในทุกวันนี้
อีกทั้งเริ่มขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยนำผลิตภัณฑ์ ส่งออกไปตีตลาดในประเทศอังกฤษ เป็นที่แรก
แต่ด้วยข้อจำกัดบางอย่างในอังกฤษ ทำให้ไม่สามารถจดชื่อเครื่องหมายการค้าเดิมได้
ชื่อแบรนด์จึงถูกย่อให้สั้นลงเป็น “Ovaltine” (โอวัลติน) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้ทำตลาดในประเทศอื่น ๆ ในเวลาต่อมา
กิจการของโอวัลติน จึงเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการขยายฐานการผลิตและช่องทางจำหน่ายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เพื่อโอกาสที่ดีกว่า จึงต้องหามืออาชีพหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ เข้ามาหนุนหลังและช่วยบริหารธุรกิจให้เติบโตขึ้นไปอีกขั้น
Wander จากกิจการครอบครัว เลยต้องขายให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ ในเวลาต่อมา
โดยในปี 2510 บริษัท Wander ถูกขายกิจการให้กับ Novartis บริษัทยาชื่อดังในประเทศสวิตเซอร์แลนด์
และต่อมา ปี 2545 ก็ถูกขายกิจการต่อให้กับ บริษัท Associated British Foods จากประเทศอังกฤษ อีกที
สรุปแล้ว ปัจจุบัน แบรนด์โอวัลติน มีเจ้าของคือ Associated British Foods
ซึ่ง Associated British Foods ยังเป็นเจ้าของแบรนด์ชาชื่อดังอย่าง Twinings (ทไวนิงส์) อีกด้วย
ยกเว้นในสหรัฐฯ ที่มีบริษัท Nestlé เป็นผู้ถือสิทธิ์ผลิตและทำตลาด แบรนด์โอวัลติน
เนื่องจาก Nestlé ได้เข้าซื้อกิจการในแผนกหนึ่งของ Novartis จึงได้รับสิทธิ์โอวัลติน ในสหรัฐฯ มาด้วย
สำหรับประเทศไทย
บริษัท วานเดอร์ ประเทศไทย ได้จดทะเบียนจัดตั้ง และสร้างโรงงานการผลิตโอวัลติน เป็นครั้งแรกที่สมุทรปราการ เมื่อปี 2531
โดยโรงงานแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการผลิตโอวัลตินในแถบเอเชีย
และเป็นแหล่งผลิตโอวัลติน ที่ใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย..
ซึ่งหลังจาก Wander ถูกขายกิจการให้กับ Associated British Foods
กิจการโอวัลตินในประเทศไทยทั้งหมด ก็กลายเป็นของบริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Associated British Foods
แล้วโอวัลตินในบ้านเรา ขายดีแค่ไหน ?
บริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ปี 2563 มีรายได้ 8,242 ล้านบาท และมีกำไร 1,697 ล้านบาท
โดยทุก ๆ รายได้ 100 บาท จะแบ่งเป็น
ต้นทุนสินค้า 50 บาท
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริการ 24 บาท
ภาษี 5 บาท
กำไร 21 บาท
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้แบรนด์โอวัลติน ประสบความสำเร็จและครองใจผู้บริโภค
นอกจากเรื่องคุณภาพและรสชาติของผลิตภัณฑ์แล้ว
คือการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ อย่างไม่หยุดหย่อน
เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โอวัลติน ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค ออกสู่ตลาดอยู่เสมอ
อาทิ เปิดตัวโอวัลตินยูเอชที เพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บและดื่ม ในยุคสังคมเร่งรีบ
เปิดตัวโอวัลตินเย็นครั้นช์ชี่ 3 อิน 1 ละลายได้ในน้ำเย็น
โอวัลติน ไวท์มอลต์ 3 อิน 1 สูตรไขมันต่ำ ผสมคอลลาเจน เจาะกลุ่มผู้หญิงรักสุขภาพและความงาม
โอวัลตินยูเอชที สูตรหวานน้อย ไขมันต่ำ และโอวัลตินไฟว์เกรนส์ 3 อิน 1 เอาใจสายคนรักสุขภาพ
และล่าสุด โอวัลตินสูตรพร้อมชง ที่ไม่เติมน้ำตาลทราย เป็นต้น
จะเห็นว่า การพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของโอวัลติน จะไปทางขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ไม่ใช่เจาะเฉพาะกลุ่มเด็กเท่านั้น แต่ยังขยายไปยังกลุ่มผู้ใหญ่ ผู้หญิง ฯลฯ
โดยเฉพาะกลุ่มคนใส่ใจสุขภาพ เนื่องจากเทรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น เช่น หันมาเลือกดื่มสูตรหวานน้อย หรือไขมันต่ำ
สรุปแล้ว ในโลกธุรกิจ ไม่ว่าแบรนด์จะสามารถรักษาตำนาน หรือเป็นเจ้าตลาด มาได้ยาวนานแค่ไหน
หากต้องการให้แบรนด์ยังคงอยู่ในสายตาของผู้บริโภค หรือธุรกิจเติบโตต่อไป
การปรับตัวและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
เพื่อให้แบรนด์ ก้าวตามทันโลกและพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
© 2021 Marketthink. All rights reserved.