เราเรียนรู้อะไรได้บ้าง จากหนังสือของบิล เกตส์ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ - Schroders

เราเรียนรู้อะไรได้บ้าง จากหนังสือของบิล เกตส์ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ - Schroders

23 ส.ค. 2021
หนังสือเล่มใหม่ของบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ อย่าง “How to Avoid a Climate Disaster” ช่วยย้ำความมั่นใจในการลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานใหม่
ในหนังสือเล่มนี้ บิล ยกประเด็นท้าทายของศตวรรษ คือ ทำอย่างไร เราจึงจะหยุดยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 51 ล้านตัน โดยเร็วที่สุดอย่างคุ้มค่าและสมดุล
เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บิล ระบุถึงความจำเป็นที่ต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิล (เช่นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) โดยเร็ว
และตั้งเป้าให้การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในระยะเวลา 30 ปีนับจากนี้
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลอีกเลย เพราะนอกจากอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าและการขนส่งทางบกแล้ว ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น การผลิตเหล็กกล้า, ซีเมนต์, ปุ๋ย และพลาสติกมวลเบา ยังมีแนวโน้มที่จะยังคงต้องใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่แทนที่จะปล่อยก๊าซคาร์บอนออกสู่ชั้นบรรยากาศ เราอาจจำเป็นต้องหาวิธีเพื่อกักเก็บเอาไว้แทน
บิล ระบุว่า เราต้องลงทุนทั้งเวลาและเงินทุนในการแก้ปัญหา เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทันที เพราะมีแนวโน้มว่าปัญหาดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจทุกครั้ง ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมกัน
เราจำเป็นที่จะต้องลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือศูนย์ หรือใกล้เคียงภายในปี 2593 เนื่องจากหากเราไม่แก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง จะเป็นการเดินหน้าสู่หายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การพึ่งพาแหล่งพลังงานจากฟอสซิลเช่นในปัจจุบัน ทำให้การเริ่มต้นสร้างความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพราะเราใช้พลังงานฟอสซิลในแทบทุกกิจกรรมที่เราทำ ตั้งแต่การขับรถไปจนถึงการแปรงฟัน แต่ยังเป็นเพราะพลังงานฟอสซิลมีราคาแสนถูกเมื่อเทียบกับพลังงานจากแหล่งอื่น
เราจึงต้องมุ่งมั่นที่จะหาแนวทางในการลดต้นทุนของการผลิตพลังงานสะอาด ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเป็นศูนย์ ไม่เช่นนั้นกระบวนการเปลี่ยนผ่านก็จะเป็นไปอย่างล่าช้า
เนื้อหาของหนังสือในส่วนถัดมา เริ่มแสดงให้เห็นถึงความหวัง เนื่องจากมีแนวทางมากมายที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการผลิตพลังงาน, การขนส่ง, การเกษตร และการผลิต
ทั้งนี้ รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ เริ่มหันมาให้ความร่วมมือมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยข้อตกลงปารีส เมื่อปี 2558 ถือเป็นก้าวสำคัญของการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในแต่ละประเทศต้องกำหนดนโยบายเพื่อกระตุ้นการลงทุนในภาคส่วนที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านต่าง ๆ เพราะนโยบายจากภาครัฐที่ชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงของนักลงทุนในเทคโนโลยีสำคัญและหนุนการเติบโตของการลงทุน เพื่อสนับสนุนการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีต้นทุนต่ำ ให้ความคุ้มค่าทั้งสำหรับนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบจากการลงทุน และสำหรับผู้บริโภค ที่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ปลายทางในราคาที่จับต้องได้
วงจรแห่งการสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกได้เกิดขึ้นแล้ว ดังจะเห็นจากต้นทุนของเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มปรับตัวลดลงตามตามการขยายตัวของตลาด และนโยบายจากภาครัฐ จะเป็นตัวหลักช่วยสนับสนุนให้เทรนด์นี้เติบโตได้เร็วขึ้น
การเก็บภาษีคาร์บอน จำเป็นต้องปรับตามความเหมาะสมสำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา
และต้องเป็นการถือปฏิบัติในระดับอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด และกระตุ้นให้ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และเพิ่มอุปสงค์ในตลาด
ระบบพลังงานของโลก ซึ่งรวมถึงไฟฟ้า, คมนาคม, ระบบทำความร้อน/เย็น
มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณครึ่งหนึ่ง ของปริมาณทั้งหมด 51 ล้านตันต่อปี
การเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานให้มีความยั่งยืนมากขึ้นเหล่านี้ เราเรียกกันว่า “การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานใหม่” (Energy Transition)
หนังสือเล่มนี้ ยังเน้นถึงใจความบางอย่าง โดยมี 6 เนื้อหาสำคัญ ได้แก่
1) การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างในระยะยาวหลายสิบปี ไม่ใช่การลงทุนตามวัฏจักรสั้น ๆ
2) การลงทุนภายในพลังงานสะอาดเหล่านี้ ยังคงอยู่ในระยะเริ่มแรก และจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน
เพื่อให้สามารถก้าวไปสู่จุดที่ใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนเหลือศูนย์ ภายในปี 2593
3) เม็ดเงินลงทุนในเทคโนโลยีการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียง 100 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ (3,340 ล้านล้านบาท) ระหว่างปี 2563 – 2593
ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่มีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับรอบการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานที่ผ่านมา หรือเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ
4) นโยบายจากภาครัฐให้การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มากขึ้น และจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงจูงใจในการลงทุนในพลังงานสะอาด และลดแรงจูงใจในการลงทุนในอุตสาหกรรม ที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง
พร้อมทั้งขับเคลื่อนการลดต้นทุนของเทคโลโลยีสำคัญใหม่ ๆ
5) ต้นทุนในการผลิตพลังงานสะอาดปัจจุบัน เริ่มลดลงมาจนอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับพลังงานจากฟอสซิลได้ และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
6) ลูกค้าทั้งในระดับธุรกิจและครัวเรือน ทยอยเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่นไมโครซอฟท์ใช้เฉพาะพลังงานไฟฟ้าจากแห่งพลังงานทดแทนเท่านั้น
หรือการที่ผู้บริโภคหันมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเทรนด์นี้มีแต่จะเร่งตัวขึ้นในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้
-------------------------------------
บทความเขียนโดย : มาร์ก เลซีย์ หัวหน้าฝ่าย Global Resource Equities Schroders
© 2021 Marketthink. All rights reserved.