ชะตาเศรษฐกิจไทย ใต้เงาสงครามเทคโนโลยี สหรัฐฯ และจีน - KKP Research

ชะตาเศรษฐกิจไทย ใต้เงาสงครามเทคโนโลยี สหรัฐฯ และจีน - KKP Research

7 ก.ย. 2021
KKP Research โดยกลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร วิเคราะห์ว่าการแข่งขันและความขัดแย้งทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และกำหนดว่าใครจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในทศวรรษข้างหน้า
ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มเครื่องยนต์ใหม่ในการเติบโตทางเศรษฐกิจ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้กับพลเมือง รวมไปถึงเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นคงให้แก่ประเทศได้
โดยสหรัฐฯ และจีนต่างออกนโยบายชิ้นสำคัญ เพื่อยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ ให้คงความสามารถในการแข่งขันเอาไว้
การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน เกิดขึ้นหลายด้าน แต่ KKP Research มองว่าในปัจจุบันศูนย์กลางของความขัดแย้งในครั้งนี้ อยู่ที่เทคโนโลยีสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์, เทคโนโลยี 5G และเทคโนโลยี Cyber Security เพราะ
1) เซมิคอนดักเตอร์ มีความสำคัญต่อทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
2) เซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีในการสื่อสาร ยังเป็นเหมือนกับมันสมองที่สำคัญอย่างยิ่งต่อเทคโนโลยีทางการทหาร
3) การโจมตีทางด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมที่สำคัญ จะให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น
ในอนาคตข้างหน้า อุปสงค์ของเซมิคอนดักเตอร์ จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นจากการเติบโตของตลาดในสาขาต่าง ๆ ได้แก่ Data Centers, Artificial Intelligence, 5G, Smartphone, Autonomous Vehicle เป็นต้น
ในขณะที่อุปทานของเซมิคอนดักเตอร์ มีความเปราะบางสูงต่อความเสี่ยงด้าน Supply Shock และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์นั้น กระจุกตัวอยู่แค่ใน 6 แหล่งเท่านั้น ได้แก่ สหรัฐฯ, ยุโรป, จีน, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และเกาหลีใต้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการผลิตชิปไฮเอนด์ระดับต่ำกว่า 10 นาโนเมตร ที่กำลังการผลิตทั้งโลกกระจุกอยู่ในไต้หวันถึง 92% และเกาหลีใต้ 8%
ด้วยเหตุนี้ หากห่วงโซ่อุปทานเผชิญกับ Supply Shock ต่าง ๆ จากภัยธรรมชาติ หรือหากไต้หวันต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางการทหารระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะรุนแรงมาก และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมภาคการผลิตและอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ที่ต้องพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์อย่างสูง
ด้วยเหตุนี้ทำให้สหรัฐฯ และจีน จำเป็นจะต้องมีนโยบายที่มุ่งเน้นไปยังการสร้างความมั่นคงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ในด้านเทคโนโลยี 5G จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในด้าน 5G ทั้งในด้านอุปกรณ์และในด้านการกำหนดมาตรฐานของ 5G ด้วยเหตุที่ Huawei ครอบครองสัดส่วนตลาดสูงสุด ซึ่งมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ต้นทุนการติดตั้งที่ถูกกว่าถึง 30% เมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ และนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนที่ขยายการลงทุนจากจีนไปยังหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย, แอฟริกา และอเมริกาใต้
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมีความกังวลในเรื่องภัยสอดแนมและปัญหาความปลอดภัยข้อมูลจากอุปกรณ์ของ Huawei บางประเทศถึงขั้นออกมาตรการในการจำกัดการใช้อุปกรณ์จาก Huawei ในอนาคตข้างหน้า ที่ความปลอดภัยไซเบอร์จะมีความสำคัญมากขึ้น อาจเพิ่มแรงกดดันที่ทำให้มาตรฐานของเทคโนโลยีแยกออกเป็นสองค่าย นั่นคือค่ายสหรัฐฯ และประเทศพันธมิตร และอีกฝั่งก็คือค่ายจีน
หากมาตรฐานของเทคโนโลยีหรือโลกของอินเตอร์เน็ต ถูกตัดขาดหรือแยกออกเป็นสองค่ายจริง ๆ อาจทำให้ต้นทุนการเข้าถึงข้อมูลเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลทำให้ผลิตภาพของโลกลดลง และอาจเร่งทำให้ห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน และการค้าโลก เกิดการสับเปลี่ยนมากขึ้น
ในกรณีนี้ ประเทศไทยอาจถูกบังคับให้ต่องเลือกค่ายและต้องรับต้นทุนในการติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น
KKP Research มองว่าการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน รวมไปถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
1) ความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานของการผลิตและราคาสินค้า
ในอนาคตข้างหน้าที่เซมิคอนดักเตอร์มีความสำคัญต่อแทบทุกสินค้าและบริการ ทำให้ชิปมีความคล้ายคลึงกับน้ำมัน ที่จำเป็นอย่างในยิ่งในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ
ด้วยความที่ห่วงโซ่อุปทานชิปมีเปราะบางและกระจุกตัวสูง หากเกิด Supply Shock จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาจส่งผลกระทบส่งผ่านต่อราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ และทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มสูงขึ้น คล้ายกับวิกฤติน้ำมัน
ในกรณีของประเทศไทย มีสัดส่วนการนำเข้า Integrated Circuits หลักจากมาเลเซีย, ไต้หวัน และญี่ปุ่น รวมกันสูงถึง 54% เพราะฉะนั้นหากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในเรื่องข้อพิพาททะเลจีนใต้ รวมไปถึงไต้หวัน ลุกลามไปเป็นความขัดแย้งทางการทหาร ก็จะมีผลกระทบต่อภาคการผลิตของไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2) ความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมรถยนต์
ภาวะขาดแคลนชิปจะส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการผลิตรถยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อไทยและพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์สูง
นอกจากนี้ หากอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยเปลี่ยนไปตามแนวโน้มใหม่ ไม่ว่าจะเป็น EV และ Autonomous Vehicle มากยิ่งขึ้น ช็อกที่เกิดขึ้นต่อห่วงโซ่อุปทาน อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการผลิตรถยนต์และการส่งออกรถยนต์
3) ความเสี่ยงต่อการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ
การแข่งกันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะทวีความรุนแรงขึ้น จะทำให้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นในอัตราที่เร็วยิ่งขึ้น และผนวกเข้ากับระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ในปัจจุบันไทยอยู่อันดับ 46 ของโลกที่มีความพร้อมในการนำเทคโนโลยีแห่งอนาคต (Frontier Technology) มาใช้ ได้แก่ AI, Robotics และ Biotechnology
หากประเทศไทย ไม่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนากระบวนการผลิตแบบใหม่ และไม่ให้ความสำคัญในการป้องกันข้อมูลและลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางด้านไซเบอร์ อาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยและตำแหน่งของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก ถดถอยอย่างต่อเนื่อง
เพื่อที่จะลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย จากความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
KKP Research วิเคราะห์ว่าการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ให้ไทยเป็นฐานการผลิตชิปเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่จะมีส่วนช่วยในการลดผลกระทบจากความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่ใช่งานง่ายที่ไทยจะสามารถดึงดูดการลงทุนในภาคการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ จากอุปสรรค 2 ข้อคือ
1) คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์และความสามารถในการดึงดูดผู้เปี่ยมศักยภาพ (Talent) ที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ
2) จุดอ่อนของไทยในด้านกฎหมายธุรกิจและการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา
ภาครัฐควรให้ความสำคัญและเร่งพัฒนาใน 2 ด้านนี้ หากต้องการดึงดูดการลงทุนในด้านเซมิคอนดักเตอร์
นอกจากนี้ การที่จะลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงการรักษาตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานโลกในอนาคต ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรมีการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด
โดยภาครัฐควรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายดังนี้
1) ส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงานให้เพื่อปรับตัวให้พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ
2) ลงทุนเพื่อพัฒนา Soft Infrastructure ได้แก่ ระบบฐานข้อมูล และ High-speed broadband
3) ลดกฎระเบียบที่ยุ่งยากและเพิ่มความชัดเจนของนโยบายทางภาษี และนโยบายส่งเสริมการลงทุน และส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปในไทย
4) ลงทุนในการเสริมความแข็งแกร่งในด้าน Cyber Security และ Data Protection ทั้งในกิจกรรมของภาครัฐและภาคเอกชน
โดยนโยบายที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้ไทยสามารถพลิกจากความเสี่ยงที่มีผลกระทบขนาดใหญ่ กลายเป็นโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซอุปทานแห่งอนาคต และเพิ่มผลิตภาพให้กับเศรษฐกิจไทย
----------------------------
ที่มา - กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
© 2021 Marketthink. All rights reserved.