บทสรุป กองทุนรวม - คริปโทเคอร์เรนซี - โทเคนดิจิทัล ปรับพอร์ตลงทุนรับ Game Changer

บทสรุป กองทุนรวม - คริปโทเคอร์เรนซี - โทเคนดิจิทัล ปรับพอร์ตลงทุนรับ Game Changer

1 เม.ย. 2022
ในยุคที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองทั่วโลกมีความผันผวนสูง และยังมีปัจจัยใหม่ที่ส่งผลต่อการลงทุน
เดอะวิสดอมกสิกรไทย จึงได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ “Game Changer แก้เกมการลงทุน ปรับทัพรับดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ” เพื่ออัปเดตข้อมูลการลงทุนที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะการลงทุนในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังมาแรงอยู่ตอนนี้
ขอเริ่มต้นด้วยการลงทุนในกองทุนกันเลย
ปัจจัยแรกที่ต้องจับตามอง คือแนวโน้มเศรษฐกิจจากวันนี้ไปตลอดทั้งปี มีตัวแปรสำคัญ​คือ สงครามจะจบอย่างไร ?
เพราะเมื่อสงครามเกิดขึ้นแล้ว ภาพรวมเศรษฐกิจ, ธุรกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนย่อมเปลี่ยนไป
ในแง่ของการลงทุน ยังควรมองไปถึงสงครามการเงิน ไม่ว่าจะเป็น มาตรการคว่ำบาตร และมาตรการกีดกันทางการค้าต่าง ๆ
ซึ่งปัจจัยที่ 2 ที่น่าจับตาก็คือ ตัวเลข GDP ทั้งโลกจะถูกปรับลงหนักแค่ไหน
อย่างในปีนี้ Fed ประกาศปรับลด GDP เหลือเพียง 2.8% จากเดิม 4%
ขณะเดียวกัน โลกยังต้องเผชิญหน้ากับราคาน้ำมันที่พุ่งสูง อาจทำให้มีการปรับอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
แล้วยิ่งมีการระบาดของโควิดในจีนรอบใหม่ ก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหาซัปพลายเชนเข้าไปอีก
ปัจจัยที่ 3 ที่ต้องจับตาคือ นโยบายการเงิน
เพราะเชื่อว่า หากสงครามยืดเยื้อ ธนาคารกลางต้องมีความอดทนมากขึ้น จึงน่าจะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าลง และปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นไม่มาก
ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือ นโยบายการคลัง
อย่างในปีนี้ รัฐบาลจีนประกาศตัวเลข GDP อยู่ที่ 5.5% และเริ่มเห็นนโยบายการคลังออกมามากมาย
ส่วนในยุโรป แม้ตอนนี้ยังได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนอยู่ไม่น้อย
แต่เชื่อว่า เมื่อปัญหาคลี่คลายแล้ว ก็น่าจะเห็นการขับเคลื่อนประเทศจากนโยบายการคลังมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ทีนี้ หากมองในมุมของการลงทุน
คงต้องถามกลับว่า วันนี้เรากล้าที่จะเลือกข้างหรือไม่..
เพราะถ้ามองว่าสงครามจบเร็ว ก็ถึงเวลาขายเหมืองทอง บ่อน้ำมัน แล้วโยกไปลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น
แต่ถ้ามองว่าสงครามยืดเยื้อ ก็ควรจะลดการลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงลง
คุณศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group
ธนาคารกสิกรไทย มองว่า ขณะนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เราจะมา Bet หรือ เดิมพัน
เพราะไม่มีใครรู้ได้แน่ชัดว่า อนาคตสงครามจะจบลงอย่างไร
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนที่ดีที่สุด ณ วันนี้ คือ การกลับมาพิจารณาพอร์ตการลงทุนของตนเอง
หากใครลงทุนอยู่เต็มพอร์ต ก็ควรจะกอดให้แน่น ๆ อย่าขยับพอร์ตแรง
และสำหรับใครที่ถือเงินสด นับว่าเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุน เพราะท้ายที่สุดแล้ว สงครามย่อมมีวันจบ
สิ่งสำคัญในการลงทุนวันนี้คือ การมีเงินเย็น และต้องใจเย็น
พร้อมกับการลงทุนแบบ Asset Allocation คือการกระจายการลงทุนไปในหลากหลายสินทรัพย์
ซึ่งควรจะลงทุนในทุกสินทรัพย์ แต่ควรจัดสรรสัดส่วนการลงทุนให้แตกต่างกัน ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
ยกตัวอย่างกองทุนของ บลจ.กสิกรไทย ที่น่าสนใจ เช่น
- K-SFPLUS กองทุนที่เน้นลงทุนเงินฝากพันธบัตร ถือว่าเป็นหลุมหลบภัยที่ดี
- K-CBOND หรือ K-FIXED กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกู้ และตราสารหนี้ในประเทศไทย
- K-PLAN3 กองทุนผสมที่ลงทุนทั้งในหุ้น และตราสารหนี้ ของบริษัทที่เราคุ้นเคย
- KGI กองทุนที่เน้นลงทุนต่างประเทศ มีประวัติดี และมีผลการดำเนินงานดี
- K-CHANGE หรือ K-CLIMATE กองทุนที่เน้นลงทุนรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียว, พลังงานสะอาด, เศรษฐกิจหมุนเวียน, โครงสร้าง 5G
- K-PROPI กองทุนที่เน้นลงทุนกองทรัสต์ในประเทศไทย และสิงคโปร์
ทีนี้ มาต่อกันที่เรื่องของการลงทุนใน คริปโทเคอร์เรนซี
โดยคุณสัญชัย ปอปลี ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท คริปโตมายด์ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และที่ปรึกษาสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ให้มุมมองว่า..
หากสังเกตสถิติจำนวนคนเทรดคริปโทเคอร์เรนซี
จะพบว่า ในปี 2018 มีจำนวนเฉลี่ยหลักแสนคน ปัจจุบันนี้เฉลี่ยหลัก 2 ล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าโตขึ้น 20 เท่าในเวลา 2-3 ปี
จึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้าวันนี้จะเห็นป้ายโฆษณาแพลตฟอร์มเทรดคริปโทเคอร์เรนซี อยู่เต็มท้องถนน
เช่นเดียวกับฝั่งสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่อัดโฆษณาเรื่องนี้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทำให้คริปโทเคอร์เรนซีกลายเป็นเรื่อง Mass มากขึ้น เพราะนอกจากการลงทุน ก็ยังเข้าไปในโลกของไลฟ์สไตล์, เกม และศิลปะมากขึ้น
สังเกตได้จาก NFT หรือ Non-Fungible Token ซึ่งก็เป็นหนึ่งประเภทในกลุ่มคริปโทเคอร์เรนซี
ที่สำคัญก็คือ บริษัทยักษ์ใหญ่ หันมาให้ความสนใจคริปโทเคอร์เรนซีกันมากขึ้น
เช่น “เทสลา” ของอีลอน มัสก์ ประกาศว่า สามารถซื้อรถเทสลาด้วยบิตคอยน์ในสหรัฐอเมริกาได้
หรือแม้แต่ “เอลซัลวาดอร์” ก็ประกาศให้ บิตคอยน์ สามารถนำมาใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้
ล่าสุด ผลจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ภาคการเงินในประเทศต้องหยุดชะงัก
คนเริ่มมองเห็นความสำคัญของคริปโทเคอร์เรนซี ที่จะช่วยให้สามารถถือครองสินทรัพย์ตัวเองได้อย่างแท้จริง โดยไม่มีอำนาจของภาครัฐเข้ามาควบคุม
ขณะที่ยูเครนเอง ก็ออกมาประกาศขอรับบริจาคเป็นคริปโทเคอร์เรนซี และได้รับบริจาคมูลค่ากว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้ จึงมองว่า ปีนี้จะเป็นปีที่พิสูจน์การเป็นที่ยอมรับของบิตคอยน์ และคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้น
ในมุมของการลงทุนเอง บิตคอยน์ถูกมองว่าเป็น Digital Gold ไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น การจัดพอร์ตลงทุน ก็ควรจะมีสัดส่วนคริปโทเคอร์เรนซี 15-20% เพื่อกระจายการลงทุน
และยังเชื่อว่า การเติบโตของคริปโทเคอร์เรนซี ยังไปได้อีกไกล
สำหรับไตรมาสที่ 1 ปี 2565 มองว่าอยู่ในช่วง Sideway
สำหรับสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำก็คือ การกระจายการลงทุนในบิตคอยน์ 40%, กลุ่ม Top Ten 30%
รวมถึงตัวบล็อกเชน 20% และกลุ่ม Metaverse 10%
บิตคอยน์และอีเธอเรียม ถือเป็นบลูชิปของตลาดนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายเหรียญที่น่าสนใจ และเป็นพื้นฐานของโครงสร้าง Infrastructure สำคัญใน Ecosystem นี้
ในมุมของสถาบันการลงทุน หรือ VC เอง ก็มีจำนวนไม่น้อย ที่พร้อมจะลงทุนในกิจการเฉพาะด้านคริปโทเคอร์เรนซี และแม้จะมีความผันผวนสูง แต่ก็มองว่าจะเป็นประตูบานแรกไปสู่ในโลกของ Web 3.0 ได้
คำถามต่อมาก็คือ แล้วโทเคนดิจิทัล (Digital Token) คืออะไร ?
ผู้ที่จะมาไขข้อข้องใจ คือ คุณอภิญญา เรืองทวีคูณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด ซึ่งคิวบิกซ์ (Kubix) เป็นบริษัทน้องใหม่ในเครือธนาคารกสิกรไทย
เพื่อดำเนินธุรกิจในการเป็น ICO Portal หรือก็คือ ผู้ให้บริการระบบดิจิทัลในการเสนอขายโทเคนดิจิทัล (Digital Token) ในตลาดแรกผ่านบล็อกเชน นั่นเอง
ปกติแล้ว Digital Asset จะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ คริปโทเคอร์เรนซี และ โทเคนดิจิทัล
โดยโทเคนดิจิทัล จะเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขึ้น เพื่อกำหนดสิทธิของบุคคลในการร่วมลงทุน (Investment Token) หรือสิทธิในการได้สินค้าและบริการ หรือสิทธิอื่น ๆ (Utility Token)
โทเคนดิจิทัล จึงมีลักษณะเป็นการลงทุนที่ใหม่มาก นั่นก็เพราะ
1. เป็นการนำสินทรัพย์รูปแบบต่าง ๆ มาทำเป็นโทเคน
เช่น การสร้างภาพยนตร์, การขยายแฟรนไชส์, การเปิดโปรเจกต์ใหม่ ๆ มาระดมทุนในรูปแบบนี้ได้
ซึ่งแตกต่างไปจากการลงทุนที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน
2. การออกแบบผลตอบแทนได้หลากหลาย
เช่น เงินปันผล, ส่วนต่างราคาซื้อขาย (Capital Gain) หรือผลตอบแทนในรูปแบบที่ต่างออกไป
3. การมอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของตัวโครงการ ให้กับผู้ถือโทเคน
เช่น หากเป็นโทเคนของโครงการโรงแรม ผู้ถือโทเคนสามารถรับสิทธิเข้าพักโรงแรมฟรี
จะเห็นได้ว่า โทเคนดิจิทัล เสมือนเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง สินทรัพย์ดั้งเดิม (Traditional) เข้ากับ บล็อกเชน ซึ่งเป็นการลงทุนใหม่ ๆ ในยุคดิจิทัล
ที่น่าสนใจก็คือ องค์ประกอบหลักของโทเคนดิจิทัล ล้วนเกิดขึ้นในไทย
ไม่ว่าจะเป็นผู้ออกโทเคน ที่เป็นบริษัทไทยภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หรือตัวสินทรัพย์อ้างอิงของโทเคนเอง ก็จะเป็นโครงการในไทย
สิ่งสำคัญก็คือ การดูวัตถุประสงค์ของการออกโทเคน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
1. Investment Token
มีวัตถุประสงค์ในการระดมทุน เพื่อมาร่วมลงทุนในตัวโครงการที่นำเสนอ
ซึ่ง ก.ล.ต. ค่อนข้างเปิดกว้างสำหรับธุรกิจหลากหลายประเภท เลยทีเดียว
2. Utility Token
มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ถือโทเคน มีสิทธิรับสินค้าหรือบริการที่นำเสนอ
พูดง่าย ๆ เสมือนเปลี่ยนรูปแบบคูปองหรือ Voucher มาเป็น โทเคน นั่นเอง
ซึ่งปัจจุบันนี้ Kubix เปิดให้บริการโทเคนดิจิทัล ครบทั้ง 2 ประเภท
มาถึงตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ โลกการลงทุนกำลังเปิดกว้างมากขึ้น
กองทุนรวม แม้เป็นรูปแบบการลงทุนที่มีมานานแล้ว แต่ก็ยังตอบโจทย์การลงทุนที่ต้องการมืออาชีพเข้ามาช่วยบริหารพอร์ต ไปพร้อม ๆ กับการกระจายความเสี่ยง
ส่วนคริปโทเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล นับได้ว่าเป็นการลงทุนในโลกอนาคต ที่เริ่มต้นแล้ว
หากใครกำลังมองหารูปแบบการลงทุนใหม่ ๆ ที่ต่างไปจากเดิม
คงจะหาเหตุผลไม่ได้เลยว่า ทำไมจะไม่ลองเรียนรู้ และทำความเข้าใจการลงทุนตั้งแต่วันนี้..
© 2022 Marketthink. All rights reserved.