วิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ คาดปีนี้ตลาดโตเพิ่มได้ 20% ร่วมวางแผนนโยบาย พร้อมผลักดันไทยให้ขึ้นแท่นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก

วิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ คาดปีนี้ตลาดโตเพิ่มได้ 20% ร่วมวางแผนนโยบาย พร้อมผลักดันไทยให้ขึ้นแท่นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก

6 ก.ย. 2022
ในช่วงไตรมาสที่ 1-2 ของปี (ม.ค.-มิ.ย.) มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำไม่ขึ้นรูป) มีมูลค่า 3,884.21 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.96 % จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2564 และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ การส่งออกจะยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้น ตามความต้องการสินค้าที่ขยายตัวดีขึ้นจากการที่ประเทศคู่ค้าสำคัญ มีการเปิดประเทศ และกลับสู่การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยยอดส่งออกทั้งปี คาดว่าจะมีมูลค่า 7,392.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 20%

วิบูลย์ หงษ์ศรีจินดา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลสำคัญของการส่งออกว่า “สินค้าส่งออกสําคัญ 10 รายการของไทย ปี 2564 – 2565 (ม.ค. – มิ.ย.) อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับส่งออกเป็นอันดับ 3 แม้ว่าไทยเองจะไม่มีวัตถุดิบเองและอาศัยการนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่างฝีมือของเรานั้นมีคุณภาพมาก สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานได้อย่างปราณีต และชาวต่างชาติเองก็อยากมาค้าขายกับเรา จึงอยากให้ภาครัฐเข้ามามีส่วนรวมในการวางแผนผลักดันอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับร่วมกับภาคเอกชนอย่างจริงจัง”
พร้อมเสริมความเป็นไปได้ของประเทศไทยว่าสามาถยกระดับไปสู่การเป็น ศูนย์กลางการผลิตของอัญมณีและเครื่องประดับของโลกได้ หากภาคเอกชนมีการรวมตัวกันพร้อมได้รับการเปิดทางและนโยบายที่ส่งเสริมจากรัฐบาลทางด้านโอกาสในการทำตลาดในช่วงนี้ คุณวิบูลย์เล็งเห็นช่องว่างในการชิงความได้เปรียบจากประเทศคู่แข่งที่หลายประเทศยังติดอุปสรรคภายใน ทำให้การดำเนินการส่งออกต้องชะลอตัวหรือหยุดชะงักไป

“ประเทศจีนเองที่เป็นคู่แข่งสำคัญของเราในตอนนี้และยังมีการล็อคดาวน์ทำให้การส่งออกลดลง และการส่งมอบสินค้าบางส่วนมีความล่าช้าออกไป รวมถึง ฮ่องกงคู่ค้าหลักที่เราส่งออกสินค้าไปนั้น เป็นการทำการตลาดแบบ Re-export ซึ่งตอนนี้ประเทศฮ่องกงก็มีอุปสรรคจากปัญหาภายใน หากเราสามารถช่วงชิงความได้เปรียบตรงนี้ที่ไทยได้เริ่มเปิดประเทศ แล้วหาช่องทางให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าตรงจากไทยโดยไม่ผ่านฮ่องกง ก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าการตลาดมากขึ้นอีก ซึ่งตรงนี้ต้องอาศัยการวางโครงสร้างกลยุทธ์ร่วมกันกับทางรัฐบาล ก่อนที่สิงคโปร์จะเข้ามาช่วงชิงตลาดนี้ต่อจากฮ่องกงแทน”
อย่างไรก็ดีโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 67 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ที่จัดมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี
คุณวิบูลย์มองว่า “เนื่องด้วยจิวเวลรี่ เป็นสินค้าที่ต้องสัมผัส ถึงจะตัดสินใจได้ ซึ่งงานนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจ เข้ามาหา Partner ทางธุรกิจได้ทุกด้านตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ และภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมความแข็งแรงของอุสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมากมาย อย่างโครงการ The New Faces ที่ได้รวบรวมผู้ประกอบการ SMEs ชั้นนำทั่วไทย และกิจกรรมเสวนาให้ความรู้เพื่อต่อยอดให้ไทยเรา สามารถเติบโตเป็นศูนย์กลางการผลิตอัญมณีและเครื่องประดับของโลกได้ในอนาคต รวมถึงเปิดโอกาสให้นักออกแบบคนรุ่นใหม่ ได้แสดงฝีมือและผลงานในโซน The Jewellers”
งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 67 ได้กลับมาจัดงานเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยมีผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้ากว่า 800 ราย รวมกว่า 1,800 คูหา คาดผู้ชมงานไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นราย ตั้งเป้าเจรจาซื้อขายไม่ต่ำกว่า 1,200 ล้านบาท
กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 กันยายน 2565 วันเจรจาธุรกิจ วันที่ 7-9 กันยายน 2565 เวลา 10.00-18.00 น. เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้วันที่ 10 กันยายน เวลา 10.00-18.00 น. และ 11 กันยายน 2565 เวลา 10.00-17.00 น. ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com หรือทาง Facebook : Bangkok Gems & Jewelry Fair
© 2022 Marketthink. All rights reserved.