คนรุ่นใหม่ หมดไฟในการทำงานบ่อย และกังวลเรื่องค่าครองชีพ ต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ดิ้นรนหาอาชีพที่สอง

คนรุ่นใหม่ หมดไฟในการทำงานบ่อย และกังวลเรื่องค่าครองชีพ ต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ดิ้นรนหาอาชีพที่สอง

13 ธ.ค. 2022
จากรายงาน The Deloitte Global 2022 Gen Z and Millennial Survey: Striving of Balance, Advocating for Change ซึ่งได้ทำการสำรวจบุคลากรใน Generation Y (Millennials) จำนวน 8,412 คน และ Generation Z อีก 14,808 คน
ซึ่งรวมคนไทยรุ่นใหม่ถึง 300 คน เพื่อวัดมุมมองเกี่ยวกับการทำงานและมองมองต่อโลกมิติต่าง ๆ โดยได้ข้อค้นพบ 4 ประเด็นสำคัญ
1) คนรุ่นใหม่ ต้องดิ้นรนกับค่าครองชีพ และวิตกกังวลเรื่องการเงิน
36% ของ Gen Y และ 29% ของ GenZ ตอบว่าค่าครอบชีพ (ได้แก่ ค่าที่อยู่ ค่าเดินทาง ฯลฯ) คือเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุด ทั้งผลมาจากภาวะเงินเฟ้อและความไม่เท่าเทียมกันของฐานะ
กลุ่มตัวอย่างคนไทยในกลุ่ม Gen Y ในสัดส่วนเดียวกัน เห็นสอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในโลก
ในขณะที่ 33% คนไทยในวัย Gen Z ห่วงเรื่องการไม่มีงานทำมากกว่า
เมื่อมองลึกไปอีกจะพบว่า 3 ใน 4 ของกลุ่ม Gen Y (77%) และกลุ่ม Gen Z (72%) เห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างขึ้นเรื่อย ๆ
เกือบครึ่งของกลุ่ม Gen Y (47%) และ Gen Z (46%) ต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ภายใต้ความกังวลว่าจะไม่มีเงินไปจ่ายบิลต่าง ๆ ที่ส่งมา
ซึ่งสำหรับคนไทยในกลุ่ม Gen Y (67%) และ Gen Z (68%) พบว่าประสบปัญหา สูงกว่าคนค่าเฉลี่ยของโลกในสถานการณ์เดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ
และมากกว่าครึ่งของค่ายเฉลี่ยโลก (59%) ของกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ไม่มั่นใจว่าจะสามารถเกษียณอายุได้อย่างมีชีวิตที่สะดวกสบาย ซึ่งเรื่องนี้คนไทยกลับมีมุมมองที่เป็นบวกกว่าเล็กน้อย เพราะใน Gen Y 43% และ Gen Z 51% ให้คำตอบเดียวกัน
ดังนั้น คนรุ่นใหม่ส่วนมาก จึงหาทางออกกับสถานการณ์การเงินที่ยากลำบากนี้
โดย 33% ของกลุ่ม Gen Y และ 43% ของกลุ่ม Gen Z เลือกที่จะทำงานเสริม หรือมีอาชีพที่สองเพิ่มเติมจากงานหลัก
ในขณะที่บางส่วน เริ่มย้ายตัวเองไปอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพต่ำกว่า เพื่อทำงานแบบ Remote Work แม้ว่ายังมีไม่มาก แต่ก็เพื่มขึ้นเรื่อย ๆ
ซึ่งคนรุ่นใหม่ของไทย ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดย 63% ของคนไทยกลุ่ม Gen Y และ 67% ของกลุ่ม Gen Z มีรายได้มากกว่าช่องทางเดียว
โดย 3 อันดับของงานเสริมที่นิยมมากที่สุดของคนไทย ได้แก่ การขายของออนไลน์, การเป็นศิลปิน และการทำงานองค์กรไม่แสวงหากำไร
2) The Great Resignation สัญญาณแห่งจุดแตกหัก และโอกาสในการประเมินวิธีการทำงานใหม่ ๆ
แม้ว่าความภักดีต่องานเพิ่มขึ้น จากผลสำรวจในปีก่อนเล็กน้อย แต่ผลจาก The Great Resignation ยังคงครุกรุ่นโดยเฉพาะกับกลุ่ม Gen Z ซึ่งพบว่า 40% ของ Gen Z ของค่าเฉลี่ยประชากรโลก และ 39% ของคนไทย วางแผนว่าจะออกจากการทำงานภายใน 2 ปี ซึ่งเมื่อเทียบกับ Gen Y แล้ว ค่าเฉลี่ยจะอยู่ที่ 25% และ 13% ของประชากรโลกกับคนไทย ตามลำดับ
ราว 1 ใน 3 ของค่าเฉลี่ยประชากรโลก อาจจะลาออกจากงานโดยที่ไม่ได้มีงานอื่นรองรับ สะท้อนถึงความไม่พึงพอใจในงานที่ทำอยู่
โดยคนไทยรุ่นใหม่ถึง 2 ใน 3 ตอบแบบเดียวกัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจก็เรียนรู้และปรับตัว เพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเช่นกัน
โดยพบว่า “ค่าตอบแทน” คือ สิ่งที่ดึงดูดคนให้อยู่กับองค์กรได้ผลที่สุดใจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เหตุผลหลักของคนไทยรุ่นใหม่เลือกทำงาน คือ “ความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตที่ดี” และ “โอกาสการเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง”
โดยเฉลี่ยราว 75% ของคนรุ่นใหม่ในกลุ่มประชากรโลก ชอบการทำงานแบบ Remote Work เพราะช่วยลดค่าใช้จ่าย มีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่น ๆ และครอบครัวมากขึ้น
45% ของ Gen Y และ 49% ของ Gen Z ต้องการงานที่มีความยืดหยุ่น
ในขณะที่ 64% ของคนไทยในกลุ่ม Gen Y และ 71% ของ Gen Z อยากทำงานแบบแบบที่จะได้มาเจอหน้าเพื่อนร่วมงานบ้าง แต่ให้มีวันที่สามารถทำงานจากที่บ้านได้ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ ประหยัดเงิน และ มีเวลาเหลือ
ประมาณ 20% ของการสำรวจระดับโลก บอกว่าตนได้ปฏิเสธการทำงานหรือการมอบหมายงานหากงานนั้น ๆ ไม่ได้สอดคล้องกับคุณค่าในชีวิต ซึ่งหากนายจ้างแสดงออกถึงความใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีวัฒนธรรมในองค์กรที่ยอมรับในความหลากหลาย ก็มีแนวโน้มสูงที่จะทำงานกับองค์กรนั้น ๆ นานกว่า 5 ปี
3) คนทำงานให้ความสำคัญกับทางเลือกที่ยั่งยืน การมีส่วนร่วมในการรักษ์สิ่งแวดล้อม
การปกป้องสิ่งแวดล้อม ยังคงเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญสูงสุด ราว 75% ของค่าเฉลี่ยของโลก และ 88% ของคนไทยรุ่นใหม่ เชื่อว่าโลกอยู่ในจุดเปราะบาง ที่อาจจะไม่สามารถหวนคืนสู่สภาพเดิมได้อีกแล้วหากเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
แต่ไม่ถึงครึ่งที่มองโลกในแง่ดีว่า ความพยายามในการปกป้องโลกที่นายจ้างลงทุนไปจะประสบความสำเร็จ
คนส่วนใหญ่ประมาณ 90% ของคนรุ่นใหม่ พยายามที่จะมีส่วนในการลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
โดย 64% ของคน Gen Z ยอมจ่ายแพงขึ้น เพื่อซื้อสินค้าที่ส่งผลต่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่ 94% ของคนไทยในทั้งสอง Generation ตอบแบบเดียวกัน
คนรุ่นใหม่ ต้องการเห็นนายจ้างให้ความสำคัญของการดำเนินการด้านสภาพอากาศที่เป็นรูปธรรม เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม นายจ้างต้องทำมากกว่านี้ เพราะมีเพียง 16% ของ Gen Y และ 18% ของ Gen Z เท่านั้น ที่เชื่อว่านายจ้างของพวกเขา มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง ที่จะต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4) สุขภาพจิตในที่ทำงาน จะเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ
บุคลากรใน Gen Z บอกว่าตนเอง มีความเครียดและวิตกกังวลมากขึ้น
46% บอกว่ารู้สึกเครียดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคนไทยในกลุ่มเดียวกันมีมากกว่าถึง 60%
ในขณะที่ 38% ของ Gen Y มีระดับความเครียดที่สูง แต่ก็ลดลงบ้างเมื่อเทียบกับผลสำรวจในปีที่ผ่านมา โดย 42% ของคนไทยในกลุ่ม Gen ตอบในประเด็นเดียวกัน
จากการสำรวจประชากรโลกพบว่า 46% ของคน Gen Z สูงกว่า Gen Y ที่ 38% ซึ่งเป็นกลุ่มที่บอกว่ารู้สึกเครียดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคนไทยรุ่นใหม่มีสัดส่วนของผู้ตอบแบบสอบถามในคำถามเดียวกันสูงกว่ามาก
มี 60% ของ Gen Z และ 42% ของ Gen Y ที่ตอบแบบเดียวกัน แม้ว่าสัดส่วนนี้จะลดลงจากการสำรวจในปีที่แล้วเล็กน้อย
การเงิน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ยังคงเป็นปัจจัยหลักของความเครียดกับทั้งสองกลุ่ม
โดย 67% ของคนไทย มีความกังวลกับประเด็นดังกล่าว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรโลก
ในขณะที่การหมดไฟในการทำงาน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมากในคนรุ่นใหม่ทั้งสองกลุ่ม ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงภาระที่นายจ้าง ต้องพยายามดึงบุคลากรเอาไว้
มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม รู้สึกว่าตัวเองหมดไฟจากการทำงานหนัก และความต้องการต่าง ๆ ของสภาพแวดล้อมในที่ทำงานสูง
โดยกล่าวว่าคนส่วนใหญ่ที่เพิ่งออกจากงาน เพราะความกดดันจากปริมาณงานที่หนักนั่นเอง
ฝ่ายองค์กรเอง เริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตและความเป็นอยู่ที่ดีของที่ทำงาน
มากกว่าครึ่งของคนรุ่นใหม่ ยอมรับว่าสองประเด็นนี้เป็นสิ่งที่นายจ้างให้ความสำคัญมากขึ้นจริง นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด
© 2022 Marketthink. All rights reserved.