บริดจสโตน ยกระดับ "COCKPIT" ให้เป็นศูนย์บริการรถยนต์แบบครบวงจร

บริดจสโตน ยกระดับ "COCKPIT" ให้เป็นศูนย์บริการรถยนต์แบบครบวงจร

10 มี.ค. 2020
เรารู้จัก “บริดจสโตน” ในฐานะผู้ผลิตยางรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และในประเทศไทย
แต่นอกจากผลิตยางรถยนต์แล้ว
อีกธุรกิจของบริดจสโตน ที่น่าจับตามองคือ ธุรกิจค้าปลีก
ซึ่งบริดจสโตน ได้ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจค้าปลีกในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ. 2534
โดยเปิด “COCKPIT” ศูนย์บริการยางรถยนต์สาขาแรกขึ้น
และได้เริ่มขยายสาขา ผ่านระบบแฟรนไชส์เมื่อปี พ.ศ. 2539
ซึ่งปัจจุบัน 65% ของจำนวนสาขาทั้งหมดของ COCKPIT เป็นแฟรนไชส์
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2551
บริดจสโตนก็ได้เข้าซื้อกิจการ A.C.T​. เครือข่ายศูนย์บริการรถยนต์ จากกลุ่มเชลล์
เรื่องนี้ทำให้ทาง บริดจสโตน เห็นช่องทางในการเพิ่มศักยภาพธุรกิจค้าปลีก
โดยการผนวกเครือข่าย COCKPIT กับ A.C.T​. เข้าด้วยกัน
ยกระดับ COCKPIT จากเป็นเพียงศูนย์บริการยางรถยนต์อย่างเดียว
ให้กลายมาเป็นศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร
และรีแบรนด์ A.C.T​.
ให้ทุกสาขาเปลี่ยนมาใช้ชื่อ COCKPIT แทน
เนื่องจาก COCKPIT เป็นแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานและผู้คนรู้จักกันมากกว่า
พร้อมกับเปลี่ยนสโลแกนใหม่เป็น “คุ้มครบไว อุ่นใจที่ค็อกพิท”
ทาง COCKPIT ตั้งเป้าว่าต้องการเป็นผู้นำในธุรกิจ Fast Fix
โดยจะใช้กลยุทธ์หลัก 3 อย่าง
-ยกระดับศูนย์บริการทุกสาขา ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหมด
ก็คือ การเป็นศูนย์บริการรถยนต์แบบครบวงจร
-นำเสนอความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เช่น
มีการนำยางรถยนต์ของหลายๆ แบรนด์ นอกจากของบริดจสโตน มาให้บริการลูกค้า
มีบริการเปลี่ยนถ่ายและจำหน่ายน้ำมันเครื่อง, แบตเตอรี่, เบรค, โช้คอัพ
รวมถึงบริการบำรุงรักษารถยนต์
-ขยายสาขาทั่วประเทศ
ปัจจุบัน COCKPIT มีทั้งหมดประมาณ 230 สาขา
A.C.T​. มีอยู่ 60 สาขา ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนชื่อเป็น COCKPIT
และตั้งเป้าว่าจะขยายสาขา COCKPIT เพิ่มอีก 20 สาขาภายในสิ้นปีนี้
รวมสาขาทั้งหมดแล้ว จะมีมากกว่า 300 สาขาทั่วประเทศไทย
นอกจากนี้ COCKPIT ยังชูเรื่องคุณภาพบริการเป็นจุดขายหลัก
รวมถึงเรื่องความสะดวกรวดเร็ว คุ้มค่า และปลอดภัย
ซึ่งอาจมีการทำโปรโมชันราคาบ้างเป็นช่วงๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย
ในส่วนของศูนย์บริการ
สัดส่วนรายได้ประมาณ 50% มาจากยางรถยนต์
ส่วนที่เหลือจะมาจากบริการอื่นๆ
โดยคาดว่า กลยุทธ์ทั้งหมดนี้ จะช่วยผลักดันให้รายได้ของ COCKPIT ในปีนี้เติบโต 10%
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.