เปิดแผนธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโต ของร้านชา GAGA หลังกลุ่มไมเนอร์ฯ​ เข้าร่วมทุน ได้เกือบปี

เปิดแผนธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโต ของร้านชา GAGA หลังกลุ่มไมเนอร์ฯ​ เข้าร่วมทุน ได้เกือบปี

24 ต.ค. 2023
เมื่อปลายปีที่แล้ว กลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MINT ได้เข้าร่วมลงทุนในบริษัท กาก้า เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของร้านชานม “GAGA” ในสัดส่วน 50.1%
เหตุผลที่ MINT สนใจเข้าลงทุนใน GAGA เพราะว่าต้องการแบรนด์ใหม่ เข้ามาเติมเต็มพอร์ตในธุรกิจของหวาน ให้มีความหลากหลายมากขึ้น
จากเดิม MINT มีแบรนด์ของหวานเพียง 2 แบรนด์ (Swensen's และ Dairy Queen) ซึ่งเป็นไอศกรีมทั้งหมด
อีกทั้งมองเห็นศักยภาพของแบรนด์ GAGA ที่สามารถเข้าไปช่วยต่อยอด เพื่อเจาะตลาดได้อีกมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ​
ซึ่งเวลานี้ ก็ผ่านมาเกือบ 1 ปีของการร่วมทุนแล้ว และใกล้ครบรอบ 5 ปีของแบรนด์ GAGA
โดยแบรนด์ GAGA ภายใต้ร่มเงาของกลุ่มไมเนอร์ฯ ประกาศเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยกลยุทธ์และแคมเปญต่าง ๆ เช่น
1) ขยายสาขา และบุกตลาดต่างจังหวัด
ปัจจุบัน GAGA มีทั้งหมด 37 สาขา และสิ้นปีนี้ จะมีทั้งสิ้น 41 สาขา
ซึ่งสาขาส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพ และปริมณฑล
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ GAGA จะเน้นบุกตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น โดยล่าสุดเพิ่งเปิดสาขาที่ เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา และแพชชั่น ระยอง ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก
และปีหน้าจะขยายสาขาเพิ่มอีก 20 สาขา กระจายทั้ง กรุงเทพ และต่างจังหวัด อย่างละครึ่ง ๆ
ผ่านการลงทุนเอง ซึ่งจะใช้งบลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 2 ล้านบาท
เน้นทำเลย่าน Shopping Mall, สำนักงานออฟฟิศ และ Community Mall
ส่วนกลยุทธ์ในการเจาะตลาดต่างจังหวัดนั้น GAGA จะใช้หลากหลายเครื่องมือประกอบกัน ทั้งการทำโปรโมชัน เช่น ซื้อ 1 แถม 1 เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาลอง และใช้ระบบสมาชิก Member เพื่อสร้างฐานลูกค้าให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ GAGA มียอดขายเฉลี่ย สาขาละ 4-5 แสนบาทต่อเดือน
โดยสาขาที่ขายดีสุดคือ เซ็นทรัลลาดพร้าว และเซ็นทรัลเวิลด์
2) การทำ Branding และแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้าง Aware ของลูกค้ามากขึ้น
GAGA มีความโดดเด่นมากในเรื่องของ Branding เพราะผู้ก่อตั้งแบรนด์ ต้องการทำร้านชาที่โดนเด่น แตกต่างจากร้านชาทั่ว ๆ ไป และใช้เรื่องของ Branding ช่วยดึงดูดลูกค้า แทนราคา
เพราะฉะนั้น GAGA จึงยึดหลักการสร้างแบรนด์ให้มีเอกลักษณ์ และสนุกสนาน ภายใต้แนวคิด “Attitude in a Cup”
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ให้มีความแปลกใหม่
การดิไซน์ตัวแก้ว และตัวหนังสือที่เป็นตัวเขียน ให้มีลักษณะเฉพาะตัว
การออกแบบร้านค้า ให้โดดเด่น ด้วยโทนสี ที่เป็นสีดำ สีเทา สีขาว สีแดง ที่ไม่เหมือนใคร
รวมถึงการกำหนด Brand Identity หรือความเป็นตัวตนของแบรนด์ ให้ชัดเจนและแตกต่าง
ซึ่งอีกจุดเด่นของ GAGA คือ การทำการตลาดในรูปแบบ Collaboration
โดยที่ผ่านมา GAGA มีการทำ Collab มาหลายครั้งแล้ว
อย่างล่าสุด มีการ Collab กับร้านไก่ทอด บอนชอน ในเครือ MINT เพื่อทำเครื่องดื่มเมนูใหม่ และแก้วคอลเลกชันพิเศษ
และต่อไปในอนาคต GAGA ก็จะมีการทำแคมเปญ Collaboration อีกเรื่อย ๆ เฉลี่ยไตรมาสละ 1 แคมเปญ
โดยเฉพาะการ Collab กับแบรนด์ในเครือ MINT
รวมถึงพัฒนาเมนูใหม่ ๆ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่แก่ลูกค้า เช่น เมนูที่เน้นสุขภาพมากขึ้น
—---------------------------------
ใครคือกลุ่มลูกค้าของ GAGA ?
—---------------------------------
แบรนด์มีกลุ่มลูกค้าหลัก คือ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และพนักงานออฟฟิศ
ซึ่งเป็นผู้หญิง ประมาณ 80% และผู้ชาย 20%
โดยกลุ่มลูกค้าของ GAGA ถือว่าอายุน้อยที่สุด ในบรรดาลูกค้าของแบรนด์ในเครือ MINT ที่มักจะเป็นกลุ่มครอบครัว
และถ้าวัดสัดส่วนยอดขาย ตามประเภทเมนู
จะมาจาก ชานม 60% ชาไทย 10% ชาเขียว 10% และอื่น ๆ รวมกัน 20%
—---------------------------------
เป้าหมายทางธุรกิจของ GAGA
—---------------------------------
ปีนี้ GAGA ตั้งเป้ายอดขายที่ 200 ล้านบาท เติบโตขึ้น 25% จากปีก่อน
ซึ่งมาจาก การเติบโตของยอดขายเฉลี่ยต่อสาขาเดิม ที่โตขึ้น 10% และการขยายสาขาใหม่
โดยเป้าหมายในะระยะยาว อีก 5-10 ปีข้างหน้าของ GAGA
คือการเป็น ร้านชานม อันดับ 1 ในใจของลูกค้า และในแง่ของส่วนแบ่งการตลาด
—---------------------------------------------
MINT ติดปีกธุรกิจให้ GAGA ได้อย่างไร ?
—---------------------------------------------
MINT เข้ามาซัปพอร์ตเรื่องการสเกลขยายธุรกิจของ GAGA ให้สามารถรองรับการเพิ่มสาขาอย่างรวดเร็วได้
ทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐาน, ระบบบัญชี, ระบบไอที, ระบบซัปพลายเชน-โลจิสติกส์, หาพื้นที่เปิดสาขาใหม่
ดูเรื่องการสร้างและควบคุมมาตรฐาน ของร้านค้าทั่วประเทศ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ให้มีมาตรฐานเดียวกัน และได้คุณภาพของชา เหมือนในกรุงเทพฯ
เรื่องการทำการตลาด การทำ Branding ที่ทันสมัย
โดยที่ยังคง Branding และ Brand Identity ของ GAGA เอาไว้ไม่เปลี่ยน
และอีกสิ่งที่จะตามมาในอนาคต ก็คือ การขยายสาขาไปต่างประเทศ..
ซึ่ง MINT มีออฟฟิศอยู่ที่ประเทศ จีน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และมีประสบการณ์บริหารธุรกิจในต่างประเทศ
จึงสามารถพา GAGA บุกตลาดต่างประเทศ​ได้ โดยเฉพาะประเทศที่ MINT ไปทำธุรกิจอยู่แล้ว นั่นเอง
© 2024 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.