
สรุปโมเดลรายได้ YouTuber ต้องมียอดวิวเท่าไร ถึงสร้างรายได้ หลักแสนต่อเดือน
11 ก.พ. 2026
YouTuber น่าจะเป็น “อาชีพในฝัน” ของเด็กและคนวัยทำงานยุคใหม่หลาย ๆ คน เพราะภาพจำที่หลายคนมีต่อ YouTuber ก็คือ “รายได้มหาศาล” และ “รวยเร็วมาก”
แต่คำถามสำคัญคือ อาชีพ YouTuber ทำเงินได้จริงแค่ไหน และยังน่าสนใจอยู่ไหม ในปี 2026 ?
ล่าสุด Revid AI แพลตฟอร์มด้าน AI ได้รวบรวมข้อมูลมาเผยแพร่ ทั้งอินไซต์ตัวเลข โมเดลรายได้ และความจริงที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้กัน
- รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบัน YouTube มีผู้ใช้งานกว่า 2,700 ล้านคนต่อเดือน
โดยทุก ๆ นาที จะมีวิดีโอถูกอัปโหลดขึ้นบนแพลตฟอร์มมากกว่า 500 ชั่วโมง และมีการรับชมวิดีโอรวมกันมากกว่า 1,000 ล้านชั่วโมงต่อวัน
ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึง “เศรษฐกิจคอนเทนต์” ที่ใหญ่ระดับโลก และระบบที่สร้างรายได้หลักให้ YouTuber ก็มาจากโมเดลที่เรียกว่า Attention Economy หรือเศรษฐกิจที่แปลงความสนใจให้กลายเป็นเงิน
แล้วระบบสร้างรายได้จากโฆษณาของ YouTube มีวิธีการทำงานอย่างไร ?
รายได้จากโฆษณาที่แบรนด์ต่าง ๆ จ่ายนั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ
- 55% ของรายได้สุทธิจากโฆษณา จะถูกส่งให้กับ YouTuber เจ้าของคอนเทนต์
- 45% ที่เหลือ YouTube จะเก็บเอาไว้เอง
- 45% ที่เหลือ YouTube จะเก็บเอาไว้เอง
โดยตัวชี้วัดสำคัญที่บอกว่า YouTuber แต่ละช่องมีรายได้เท่าไร ก็คือ “Revenue Per Mille (RPM)” หมายถึง จำนวนเงินที่ได้รับจากการดูวิดีโอ 1,000 ครั้ง
ตัวอย่างเช่น
สมมติว่าช่องของเรามี RPM = 2 ดอลลาร์สหรัฐ
ความหมายก็คือ ทุก ๆ 1,000 Views เราจะได้เงิน 2 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 63 บาท
ความหมายก็คือ ทุก ๆ 1,000 Views เราจะได้เงิน 2 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 63 บาท
ทั้งนี้ ต้องหมายเหตุว่า YouTuber ที่จะสร้างรายได้ได้ ต้องเข้าร่วมโปรแกรมที่มีชื่อว่า YouTube Partner Program (YPP) และต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ได้แก่
- มีผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คน
- มีเวลาในการรับชมวิดีโอ 4,000 ชั่วโมง ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือยอดดู Shorts หรือคลิปสั้น 10 ล้านครั้ง ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา
- มีเวลาในการรับชมวิดีโอ 4,000 ชั่วโมง ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือยอดดู Shorts หรือคลิปสั้น 10 ล้านครั้ง ในช่วง 90 วันที่ผ่านมา
เมื่อผ่านเกณฑ์เหล่านี้ YouTuber จึงจะเริ่มได้รับรายได้จากโฆษณา
ทีนี้ถ้าถามว่า แล้วปัจจุบัน YouTuber ได้รายได้เท่าไร ?
ในแต่ละปี YouTube มีการจ่ายเงินให้กับครีเอเตอร์ทั่วโลกกว่า 1 ล้านล้านบาท
โดยรายได้มากกว่าครึ่ง คือ เม็ดเงินที่ครีเอเตอร์ได้จากโฆษณาที่ปรากฏบนวิดีโอและฟีเชอร์ Subscription แบบรายเดือน
โดยรายได้มากกว่าครึ่ง คือ เม็ดเงินที่ครีเอเตอร์ได้จากโฆษณาที่ปรากฏบนวิดีโอและฟีเชอร์ Subscription แบบรายเดือน
จากการสำรวจพบว่า ช่วงรายได้ของ YouTuber ส่วนใหญ่อยู่ที่ 2-5 RPM หรือราว 63-158 บาท ต่อ 1,000 Views
ซึ่งค่ากลางตรงนี้ จะทำให้ประมาณการได้ว่า
- ช่องที่มีผู้ติดตามในช่วง 1,000-10,000 บัญชี
จะมียอดวิวประมาณ 20,000-100,000 Views ต่อเดือน
และจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาประมาณ 1,600-9,500 บาท
และจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาประมาณ 1,600-9,500 บาท
- ช่องที่มีผู้ติดตามในช่วง 10,000-100,000 บัญชี
จะมียอดวิวประมาณ 100,000-500,000 Views ต่อเดือน
และจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาประมาณ 9,500-63,000 บาท
และจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาประมาณ 9,500-63,000 บาท
- ช่องที่มีผู้ติดตามในช่วง 100,000-500,000 บัญชี
จะมียอดวิวประมาณ 500,000-2,000,000 Views ต่อเดือน
และจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาประมาณ 47,000-253,000 บาท
และจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาประมาณ 47,000-253,000 บาท
- ช่องที่มีผู้ติดตามตั้งแต่ 500,000 บัญชีขึ้นไป
จะมียอดวิวมากกว่า 2,000,000 Views ต่อเดือนขึ้นไป
และจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาประมาณ 190,000-1,600,000 บาทหรือมากกว่านั้น
และจะได้ส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาประมาณ 190,000-1,600,000 บาทหรือมากกว่านั้น
ทั้งนี้ต้องหมายเหตุว่า รายได้เหล่านี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ย
ในความเป็นจริงแล้ว รายได้ของแต่ละช่องยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย แม้ว่าบางช่องอาจมีผู้ติดตาม และยอดวิวใกล้ ๆ กัน แต่ก็อาจได้รับส่วนแบ่งไม่เท่ากันก็ได้
ตัวอย่างปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งส่วนแบ่งรายได้ เช่น
- Watch Time หรือเวลาในการรับชม ยิ่งเวลาในการรับชมสูง ค่า RPM จะยิ่งสูงตาม
- ประเภทของคอนเทนต์ เพราะคอนเทนต์แต่ละประเภทมีความน่าสนใจและดึงให้คนดูดูได้นานแตกต่างกัน
โดยคอนเทนต์ลึก ๆ เฉพาะด้าน (Niche) จะได้เงินมากกว่าคอนเทนต์ทั่วไป เพราะมักดึงคนดูที่เป็นลูกค้าแบรนด์ตัวจริงมาได้ แบรนด์จึงยอมจ่ายเงินค่าโฆษณาแพงมากขึ้น
- ประเทศที่ผู้ชมอาศัยอยู่ เช่น สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรป มักจะได้รับส่วนแบ่งจากการโฆษณาสูงกว่าประเทศไทย, อินเดีย และประเทศอื่น ๆ
แล้วถ้าถามว่า ทุก ๆ 1,000 Views คอนเทนต์แต่ละประเภท ได้รับค่าโฆษณาเฉลี่ย (RPM) เท่าไรบ้าง ?
- คอนเทนต์บัตรเครดิต ได้ค่าโฆษณาประมาณ 15-35 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 468-1,092 บาท)
- คอนเทนต์สอนทำ Affiliate Marketing ได้ค่าโฆษณาประมาณ 12-18 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 374-562 บาท)
- คอนเทนต์การเงินส่วนบุคคล ได้ค่าโฆษณาประมาณ 8-15 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 250-468 บาท)
- คอนเทนต์สอนทำ Digital Marketing ได้ค่าโฆษณาประมาณ 8-14 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 250-437 บาท)
- คอนเทนต์กฎหมาย ได้ค่าโฆษณาประมาณ 8-12 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 250-374 บาท)
- คอนเทนต์การศึกษา ได้ค่าโฆษณาประมาณ 6-14 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 187-437 บาท)
- คอนเทนต์สอนใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ได้ค่าโฆษณาประมาณ 6-10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 187-312 บาท)
- คอนเทนต์สุขภาพ ฟิตเนส และคอนเทนต์การพัฒนาตัวเอง ได้ค่าโฆษณาประมาณ 5-12 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 156-374 บาท)
- คอนเทนต์รีวิว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี ได้ค่าโฆษณาประมาณ 3-7 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 94-218 บาท)
- คอนเทนต์สอนถ่ายรูป ได้ค่าโฆษณาประมาณ 4-7 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 125-218 บาท)
- คอนเทนต์รถยนต์และยานพาหนะ ได้ค่าโฆษณาประมาณ 3-6 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 94-187 บาท)
- คอนเทนต์รีวิว และสอนทำอาหาร ได้ค่าโฆษณาประมาณ 3-5 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 94-156 บาท)
- คอนเทนต์เกม ได้ค่าโฆษณาประมาณ 2-4 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62-125 บาท)
- คอนเทนต์บันเทิง และตลก ได้ค่าโฆษณาประมาณ 2-5 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62-156 บาท)
- คอนเทนต์ Vlog ได้ค่าโฆษณาประมาณ 1-4 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31-125 บาท)
- คอนเทนต์เพลง ได้ค่าโฆษณาประมาณ 1-3 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 31-94 บาท)
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้คอนเทนต์ประเภทวิดีโอยาวบน YouTube จะได้ค่าโฆษณาค่อนข้างดี
แต่สำหรับ YouTube Shorts กลับได้ค่า RPM ค่อนข้างต่ำกว่ามาก อยู่ที่ประมาณ 0.01-0.05 RPM หรือราว 0.32-1.58 บาท ต่อ 1,000 Views
ดังนั้น คลิป YouTube Shorts ไวรัลที่ 1 ล้านวิว ก็จะได้ส่วนแบ่งค่าโฆษณาไปแค่ 317-1,585 บาท เท่านั้น..
ซึ่งเมื่อเทียบแล้ว YouTube Shorts จะได้รายได้น้อยกว่าคลิปยาวประมาณ 30 เท่า
ซึ่งเมื่อเทียบแล้ว YouTube Shorts จะได้รายได้น้อยกว่าคลิปยาวประมาณ 30 เท่า
โดยเหตุผลก็เพราะ YouTube Shorts ไม่สามารถแทรกวิดีโอโฆษณาระหว่างคลิปได้ จึงได้ค่าโฆษณาน้อยกว่ามากนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม YouTuber ช่องใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยรายได้จากค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แต่ยังมีรายได้ช่องทางอื่น ๆ อีก เช่น จัดงานอิเวนต์, ขายสินค้า, ขายคอร์สเรียนออนไลน์, รับงานวิทยากร
, รับงานรีวิวหรือสปอนเซอร์
, รับงานรีวิวหรือสปอนเซอร์
ทั้งหมดนี้ก็คือ อินไซต์รายได้ของ YouTuber อัปเดตล่าสุดปี 2026
ใครที่ทำช่องยูทูบอยู่ ก็สามารถนำข้อมูลตรงนี้ไปเปรียบเทียบกับช่องตัวเองได้ เพื่อดูว่าเราอยู่ในค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมหรือไม่
Tag:Youtuber