สรุปกฎหมายใหม่ “อวสานสแกมเมอร์สายยิงแอด” ลงโฆษณาออนไลน์ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทย ต้องยืนยันตัวตนก่อนเท่านั้น แม้จะอยู่ต่างประเทศก็ตาม มีผลช่วงเดือนพ.ย.นี้

สรุปกฎหมายใหม่ “อวสานสแกมเมอร์สายยิงแอด” ลงโฆษณาออนไลน์ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนไทย ต้องยืนยันตัวตนก่อนเท่านั้น แม้จะอยู่ต่างประเทศก็ตาม มีผลช่วงเดือนพ.ย.นี้

8 พ.ค. 2026
หลายคนที่เล่นโซเชียลมีเดีย น่าจะเคยหงุดหงิดกับโฆษณาปลอม หรือโฆษณาจากมิจฉาชีพที่หลอกขายของ หลอกชวนลงทุน หรือแอบอ้างเป็นคนดังมาบ้างไม่มากก็น้อย
ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศจากคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เรื่อง “มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2)” ออกมาแล้ว
โดยวัตถุประสงค์หลักของการออกประกาศนี้ ก็เพื่อป้องกันการยิงโฆษณาออนไลน์หลอกลวงคนไทย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการโฆษณาออนไลน์ในไทยเลยทีเดียว
แล้วกฎหมายนี้บังคับใช้อย่างไร ? กระทบกับคนทำธุรกิจและแพลตฟอร์มมากน้อยแค่ไหน ?
MarketThink สรุปประเด็นสำคัญมาให้แล้ว
1. ลงโฆษณาออนไลน์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคนในประเทศไทย จะต้องยืนยันตัวตน (KYC) ทุกครั้ง
กฎหมายใหม่นี้ระบุชัดเจนว่า หากมีการเผยแพร่โฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มุ่งเป้ามาที่คนไทย และมีการเก็บค่าโฆษณา
แพลตฟอร์มจะต้องให้ผู้ลงโฆษณายืนยันตัวตน (KYC) ก่อนเสมอ โดยการยืนยันตัวตนนี้จะมีอายุ 1 ปี หากเกินกว่านี้ก็ต้องทำการยืนยันตัวตนใหม่อีกครั้ง
แต่หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้ามิจฉาชีพอยู่ต่างประเทศ กฎหมายนี้จะมีผลอยู่ไหม ?
ก็ต้องบอกว่า กฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ในการปกป้องคนไทยเป็นหลัก
ดังนั้น ไม่ว่าคนลงโฆษณาจะอยู่ประเทศไหนก็ตามบนโลกนี้ ถ้าตั้งค่าให้โฆษณามาโชว์ที่หน้าจอของคนไทย แพลตฟอร์มก็จะต้องบังคับให้ยืนยันตัวตนด้วยเหมือนกัน
2. วิธีการยืนยันตัวตน
ทำได้ 2 วิธีคือ สแกนใบหน้าคู่กับบัตรประชาชน (Face Recognition) หรือยืนยันตัวตนผ่าน Digital ID ที่เชื่อถือได้
โดยถ้าเป็นชาวต่างชาติจะต้องใช้เอกสารอย่าง หนังสือเดินทาง (Passport) หรือ “หนังสือรับรองนิติบุคคล” ของทางต่างประเทศมายืนยันด้วย
3. มีการเก็บข้อมูลยาว 90 วัน
แพลตฟอร์มจะต้องเก็บข้อมูลที่จำเป็นเอาไว้ ไม่น้อยกว่า 90 วันนับตั้งแต่วันโฆษณาสิ้นสุดลง เช่น ชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์ และหลักฐานแสดงตัวตน เช่น บัตรประชาชน, หนังสือรับรองนิติบุคคล, หนังสือเดินทาง
รวมทั้ง ถ้ามีคนจ่ายเงินแทน แพลตฟอร์มก็ต้องเก็บข้อมูลของคนจ่ายเงินเอาไว้ด้วย เพื่อที่ว่าถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ตำรวจจะได้ตามตัวผู้ที่เกี่ยวข้องได้ง่าย
4. บทกำหนดโทษ
เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้กับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ถ้าหากแพลตฟอร์มปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงเข้ามาในไทย แล้วไม่ได้จัดให้มีการยืนยันตัวตนเอาไว้
ก็จะมีบทลงโทษ เช่น มีโทษปรับทางปกครอง หรือมาตรการอื่น ๆ ตามที่ทางกฎหมายกำหนด
โดยกฎหมายฉบับนี้ จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับตั้งแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งก็จะเป็นช่วงประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2569 นี้
และในมุมมองของคุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ จากพรรคประชาชน ที่เป็นคนออกมาเปิดเผยเรื่องนี้เป็นคนแรก ๆ มองว่า ในระยะสั้นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ทำธุรกิจแบบสุจริต อาจจะมีความรู้สึกยุ่งยากเพิ่มขึ้นมาอีกนิด
เพราะจะต้องเตรียมตัวทำการยืนยันตัวตนผ่านระบบ KYC ของแต่ละแพลตฟอร์ม
แต่ในระยะยาว มาตรการนี้จะช่วยจัดการมิจฉาชีพออกจากระบบโฆษณาออนไลน์ได้อย่างมหาศาล คนซื้อจะกล้าจับจ่ายใช้สอย ส่วนคนขายก็จะไม่สูญเสียพื้นที่สื่อและงบโฆษณาไปแข่งกับโฆษณาเถื่อนแต่อย่างใด
สำหรับธุรกิจไหนที่ต้องพึ่งพาการยิงโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็อาจจะต้องเตรียมตัวทำความคุ้นเคยกับระบบการยืนยันตัวตนและกฎหมายฉบับนี้เอาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลย
อ้างอิง
- https://www.facebook.com/photo?fbid=1525198515665615&set=a.204898294362317
- ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2)
© 2026 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.