ปัจจัยสำคัญของ 'เทคโนโลยี 5G' กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

ปัจจัยสำคัญของ 'เทคโนโลยี 5G' กับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล

17 มิ.ย. 2020
เครือข่าย 5G ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของความเร็วที่เร็วกว่า 4G เท่านั้น แต่ในเรื่องของ IoT (Internet of Things) ที่ปรากฏให้เห็นกันมากขึ้นในปัจจุบัน โดยหลายๆ อุตสาหกรรมต่างพากันขับเคลื่อนธุรกิจด้วยเทคโนโลยี 5G ไม่ว่าเป็นรถยนต์ไร้คนขับ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ หุ่นยนต์ หรือ AI ที่จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน และเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานในภาคธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกับสุดยอดคลื่นความถี่ 5G นั้นจะนำมาซึ่งเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนวิถีการทำงาน และความเป็นอยู่ของเราไปได้อีกไกล
ติดต่อสื่อสารไร้สายกันได้แบบเรียลไทม์บนดีไวซ์หลากหลายรูปแบบ
เทคโนโลยี 5G ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอีกขั้นหนึ่ง ช่วยให้การเชื่อมต่อแบบไร้สายทำได้อย่างรวดเร็ว เสถียรและมีศักยภาพ จากการคาดการณ์ของไอดีซี (IDC) ระบุว่าการให้บริการ 5G จะเริ่มต้นขึ้นทั่วโลกในช่วงต้นปี 2019 และจะแพร่หลายอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2021 ถึง 2023 โดยเทคโนโลยี 5G สามารถขจัดอุปสรรคในด้านการสื่อสารต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการประยุกต์ใช้งานในทุกอุตสาหกรรม รวมถึงการดำเนินชีวิตของคนยุคปัจจุบัน เช่น การทำงานได้เร็วขึ้นโดยการแชร์ และแก้ไขข้อมูลร่วมกันกับผู้อื่นแบบเรียลไทม์ การเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้าน หรือสมาร์ทดีไวซ์อื่นๆ เช่น หูฟัง แท็บเล็ต สมาร์ทวอทซ์ เป็นต้น ขณะที่ในทางการแพทย์ ก็ใช้ 5G ในการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินจากทางไกลเช่นกัน การเชื่อมต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเช่นนี้ นับเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมด้านดิจิทัลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ภายใต้การทำงานบนเครือข่าย 5G ที่มาพร้อมกับความสามารถของแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้น และความหน่วงเวลาที่ต่ำยังทำให้การถ่ายทอดสตรีมมิ่งวิดีโอเป็นไปอย่างลื่นไหล ไม่สะดุด ทั้งยังสามารถดาวน์โหลดข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ภายในพริบตาอีกด้วย จึงเห็นได้ว่าทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือภาคประชาชนต่างก็ต้องการเทคโนโลยีที่มีความเร็วสูงในระดับ 5G เป็นพื้นฐานทั้งสิ้น
ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานของการทำงาน AI
AI (Artificial Intelligence) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ทำงานโดยมีหลักการในการสร้างการเรียนรู้ พัฒนาและคิดหาทางจัดการในหลายๆ วิธี ซึ่ง 5G จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อทำให้ AI สามารถจัดการกับเครือข่ายที่ซับซ้อนมากขึ้น และจัดการผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ความสามารถในการถ่ายภาพของกล้องสมาร์ทโฟนในปัจจุบันที่มีการนำ AI ที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างชาญฉลาดและจดจำข้อมูลการใช้งานมาใช้มากขึ้น เป็นการพัฒนาในเชิงของลูกเล่น ฟีเจอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การจับภาพของวัตถุหรือคนที่กำลังเคลื่อนไหว หรือการเลือกภาพและวิดีโอที่ดีที่สุดโดยใช้ AI และระบบกันสั่นที่ไม่ว่าซูมไกลแค่ไหนก็ไม่ทำให้เสียรายละเอียดของภาพ รวมถึงการช่วยวิเคราะห์ซีนขณะที่กำลังถ่ายภาพ พร้อมทำการปรับสมดุลของสีให้เหมาะสมที่สุด เป็นต้น
ปฏิวัติการท่องอินเทอร์เน็ตในแบบเดิมๆ
ความเร็วของการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น จะช่วยดึงศักยภาพของเทคโนโลยีในการรองรับจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยเครือข่าย 5G นั้นมีความเร็วมากกว่า 4G ถึง 20 เท่า ซึ่งเร็วมากพอที่จะดูวิดีโอ 8K ออนไลน์แบบ 3 มิติ หรือดาวน์โหลดภาพยนตร์ 3 มิติ ได้ในภาย 6 วินาที เพลิดเพลินไปกับคุณภาพความคมชัดของทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ รวมถึงเล่นเกมส์ออนไลน์ได้ไม่มีสะดุด สามารถเข้าถึงความบันเทิงบนโลกออนไลน์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
และหนึ่งในดีไวซ์ยุค 5G ที่จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งาน 5G ให้สมบูรณ์แบบ ปัจจุบันมีพร้อมแล้ว กับ HUAWEI nova 7 SE สุดยอดสมาร์ทโฟน 5G แห่งยุค สเปคแรงคุ้มราคา พร้อมฟีเจอร์แน่น จัดเต็มด้วยกล้องหลัง AI สี่ตัวมาพร้อมสเปกระดับท้อปด้วย RAM 8 GB และ ROM ความจุ 128 GB และชิปเซ็ต 820 5G SoC ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งผสมผสาน CPU แบบ octa-core ของสมาร์ทโฟนเข้ากับโมเด็ม 5G ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รองรับฟีเจอร์ GPU Turbo รุ่นใหม่ มีเกมมากกว่า 30 เกมให้ได้เล่น ไม่ว่าจะเป็น PUBG, Fortnite, ROV และอีกมากมาย ช่วยให้เล่นเกมได้อย่างลื่นไหล เฟรมไม่กระตุกไปตลอดทั้งวัน มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,000 mAh และเทคโนโลยี 40W HUAWEI SuperCharge ที่สามารถชาร์จพลังงานได้ถึง 70% ภายในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมง อีกทั้งยังโดดเด่นด้วย 4 กล้องหลังอัจฉริยะ ช่วยบันทึกทุกความประทับใจจากทั้งถ่ายภาพและวิดีโอให้ภาพดูสวยสมจริงเป็นธรรมชาติ ประกอบไปด้วยกล้องความละเอียดสูงสุด 64MP กล้องเลนส์กว้างพิเศษ 8MP กล้องเลนส์วัดระยะ 2MP และกล้องเลนส์มาโคร 2MP ขณะที่กล้องหน้ามาพร้อมกับโหมด Super Night Selfie 2.0 ให้ความละเอียดสูงถึง 16MP และรองรับการถ่าย VDO ความละเอียดระดับ 4K ที่มาพร้อมไฮไลท์อย่างโหมดการถ่ายวีดีโอ “DUAL-View” ที่สามารถถ่ายวิดีโอพร้อมกันได้ด้วยสองเลนส์ เพลิดเพลินไปกับการถ่ายกล้องหน้าพร้อมกล้องหลัง หรือกล้องเลนส์กว้างพิเศษพร้อมเลนส์หลัก ให้ภาพที่สวยงาม คมชัดในทุกรายละเอียดทั้งภาพถ่าย และภาพวิดีโอ
นอกจากนี้ สมาร์ทโฟน HUAWEI nova 7 SE ยังมีฟังก์ชั่น HUAWEI Share รองรับการเชื่อมต่อหน้าจอ (multi-screen sharing) ระหว่างสมาร์ทโฟนของหัวเว่ยที่ใช้ระบบปฏิบัติการ EMUI 10.1 กับสมาร์ทดีไวซ์ของหัวเว่ยเพียงแค่ One Tap ก็สามารถแชร์ไฟล์ รูปภาพ วิดีโอและข้อมูล ให้สามารถเข้าถึงและแก้ไขไฟล์ต่างๆ บนสมาร์ทดีไวซ์ที่ถนัดได้อย่างรวดเร็ว สะดวกสบาย ตอกย้ำกลยุทธ์อีโคซิสเต็ม 1+8+N ของหัวเว่ย ที่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อกับสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ สามารถเชื่อมโยงหรือส่งข้อมูลถึงกันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดย 1 หมายถึงสมาร์ทโฟน, 8 หมายถึง สมาร์ทดีไวซ์อื่น ๆ เช่น โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต นาฬิกาสมาร์ทวอทซ์ หูฟัง เป็นต้น ในขณะที่ N หมายถึงอุปกรณ์ IoT อีโคซิสเต็มของหัวเว่ย ที่หัวเว่ยต้องการให้อุปกรณ์ทุกชิ้นเชื่อมต่อกันได้อย่างครบวงจร โดย HUAWEI nova 7 SE 5G พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 มิถุนายน 2563 ในราคาเพียง 11,990 บาท และเปิดพรีออเดอร์ ตั้งแต่วันที่ 12 – 21 มิถุนายนนี้ พร้อมของสมนาคุณพิเศษรวมมูลค่ากว่า 4,667 บาท ณ หัวเว่ย แบรนด์ช้อป หัวเว่ย ออนไลน์ สโตร์ หรือร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ
Tag:5G
© 2024 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.