
แสนสิริ นำทัพบิ๊กคอร์ปจัดฟอรัมใหญ่ “Green Up 2026” ยกระดับอสังหาฯ ไทย รับกติกาใหม่ Thailand Taxonomy ปักหมุดปลายปีเปิดตัว Biodiversity Flagship รับเทรนด์โลก
16 มิ.ย. 2026
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), นายอัสสเดช
คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย, และ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) ร่วมแสดงมุมมองต่อการเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศสู่โรดแมป Net Zero นอกจากนี้ภายในงานยังจัดให้มีการเสวนาเจาะลึก Panel Discussion: “Aligning Business with Thailand Taxonomy” โดยตัวแทนจากบิ๊กคอร์ปอเรชันที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในกลุ่มห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่นายวรุตม์ เลขะจิระกุล (ไดกิ้น), หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล (วนชัย กรุ๊ป), ดร.ณัฐกร ไกรกุล (ปตท.), นายวชิระชัย คูนำวัฒนา (เอสซีจี) และนายสมัชชา พรหมศิริ (แสนสิริ) เข้าร่วมฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future”
คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย, และ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) ร่วมแสดงมุมมองต่อการเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศสู่โรดแมป Net Zero นอกจากนี้ภายในงานยังจัดให้มีการเสวนาเจาะลึก Panel Discussion: “Aligning Business with Thailand Taxonomy” โดยตัวแทนจากบิ๊กคอร์ปอเรชันที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในกลุ่มห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่นายวรุตม์ เลขะจิระกุล (ไดกิ้น), หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล (วนชัย กรุ๊ป), ดร.ณัฐกร ไกรกุล (ปตท.), นายวชิระชัย คูนำวัฒนา (เอสซีจี) และนายสมัชชา พรหมศิริ (แสนสิริ) เข้าร่วมฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future”
กรุงเทพฯ — บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านความยั่งยืนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย จัดฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” เพื่อขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรใน Green Ecosystem ร่วมเปลี่ยนผ่านสู่แนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมรับมือกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดฟอรัมความยั่งยืนมาแล้วถึง 2 ครั้งในปี 2567 ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภายใต้แนวคิด “Rethinking Sustainability” และครั้งที่ 2 “Sansiri Ecoleadership Forum” ในปี 2569 นี้ แสนสิริได้ยกระดับแนวคิดสู่ “TOWARDS A REGENERATIVE FUTURE” ในการจัดงานครั้งที่ 3 โดยทำหน้าที่เป็น Fast Mover & Connector หรือผู้ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากความยั่งยืนไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยองค์กรเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวร่วมกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (Scope 3)
“Green Up” จากความตั้งใจ สู่การลงมือทำจริงทั้ง Ecosystem
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริได้ดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝังแนวคิดดังกล่าวลงไปในกระบวนการคิดและการออกแบบ (Sansiri Sustainable Design) มายาวนานก่อนที่เกณฑ์ภาครัฐจะประกาศใช้ ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ 3 Green Framework (Green Procurement, Green Construction, Green Architecture & Design) ตลอด Supply Chain ร่วมกับคู่ค้ากว่า 4,000 ราย โดยเริ่มสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่รากฐานห่วงโซ่อุปทาน
จากรากฐานที่ทำมาอย่างเข้มข้น เมื่อเกณฑ์มาตรฐาน Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ประกาศขยายขอบเขตมาครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาตรฐานใหม่นี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น ‘ตัวเร่ง’ และ ‘ตัวรับรอง’ สิ่งที่แสนสิริขับเคลื่อนอยู่แล้วให้มีมาตรฐานระดับสากลและวัดผลได้เชิงประจักษ์ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการที่แสนสิริเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกที่นำค่า Emission Intensity (ความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อตารางเมตร) ที่สอดคล้องกับเส้นทางการลดคาร์บอนของประเทศ (Decarbonization Pathway) มาใช้เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ซึ่งได้รับการรับรองโดย Bureau Veritas (บูโร เวอริทัส) องค์กรตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล สิ่งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นขั้นสูงสุดให้นักลงทุนและสถาบันการเงินระดับโลก
แสนสิริไม่ได้มองเกณฑ์ข้อบังคับนี้เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Compliance) เท่านั้น แต่ยกระดับสู่การเป็น ‘ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน’ (Competitive Advantage) อย่างเต็มรูปแบบใน 2 มิติหลัก คือ
ด้านต้นทุนทางการเงิน: ในสภาวการณ์ที่เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกหลั่งไหลสู่โครงการสีเขียว การเข้าถึงเกณฑ์ Thailand Taxonomy ได้ก่อน ทำให้แสนสิริสามารถเข้าถึงแหล่งทุน จัดหาเงินกู้สีเขียว (Green Loan) และออกหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) ได้ก่อนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้การบริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพสูงสุด สะท้อนจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การเป็นรายแรกที่ได้รับอนุมัติวงเงิน Green Loan มูลค่า 4,000 ล้านบาท และการออก Green Bond รายแรกในกลุ่มที่อยู่อาศัย เพื่อระดมทุนไปพัฒนาโครงการคาร์บอนต่ำโดยเฉพาะ รวมถึงการพัฒนา Sansiri Sustainable Home Prototype ในปี 2568 ที่ผ่านมา
ด้านเทรนด์ผู้บริโภค: เนื่องจากกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับบ้านและคอนโดที่ยั่งยืนและคุ้มค่า การที่โครงการของแสนสิริผ่านเกณฑ์ Taxonomy คือการันตีด้วยมาตรฐานระดับประเทศว่า คอนโดโครงการนี้สามารถประหยัดพลังงานได้จริง 25–35% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นนามธรรม ให้กลายเป็นการลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเงินในกระเป๋าของลูกบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับแผนการดำเนินงานนับจากนี้ แสนสิริพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไฮไลต์แห่งปี 2569 ทั้งในรูปแบบ Wellness Community และโครงการ Biodiversity Flagship ทั้งแนวราบและแนวสูง ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่เป็น Fast Mover และ Connector ในการนำทัพพันธมิตรใน Ecosystem ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME ให้เรียนรู้ ปรับตัวไปพร้อมกัน
เจาะลึกมาตรฐานกลางและทางออกของซัพพลายเชน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เผยมุมมองว่า “ปัจจุบัน ESG ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกหรือเรื่องของ CSR อีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศหันมาใช้เกณฑ์ความยั่งยืนเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) โดยมาตรฐาน Thailand Taxonomy จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญ จากกรอบนโยบายระดับสากลสู่การดำเนินธุรกิจและตัดสินใจลงทุนในบริบทประเทศไทยอย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือ”
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ระบุถึงบทบาทของภาคการเงินในการหนุนธุรกิจสีเขียวว่า “ภาคการเงินเปรียบเสมือน Engine หรือเครื่องยนต์ที่ช่วยเพิ่มอัตราเร่งให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้เร็วขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินกำลังปรับเปลี่ยนกระบวนการพิจารณาสินเชื่อ โดยนำเกณฑ์ Thailand Taxonomy มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินโครงการ องค์กรที่ปรับตัวสู่ความยั่งยืนก่อน จะได้เปรียบในการเข้าถึงเงินทุน (Green Financing) และช่วยลดความเสี่ยงทางการค้าจากมาตรการคาร์บอนระดับสากลในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) กล่าวว่า “มาตรฐานโลกไม่รอใคร Taxonomy บังคับใช้แล้ว มาตรการคาร์บอนชัดขึ้นทุกปี และตลาดโลกเริ่มตัดสินธุรกิจด้วยข้อมูลจริง ไม่ใช่ความตั้งใจดี คำถามจึงไม่ใช่ว่า 'เราพร้อมหรือยัง' แต่คือ 'เราจะนำหรือจะตาม' แสนสิริเลือกที่จะนำ และการนำที่มีความหมายที่สุด คือการยื่นมือกลับไปดึงคู่ค้าและพันธมิตรทุกคนให้เดินหน้าไปพร้อมกัน เพราะห่วงโซ่ที่แข็งแกร่งที่สุด คือห่วงโซ่ที่ทุกข้อเชื่อมกันได้จริงและสร้างคุณค่าในอนาคต ไปด้วยกันในระยะยาว”
เปลี่ยนเกณฑ์บังคับเป็นโอกาส ภายในงานเสวนาเจาะลึก Panel Discussion: “Aligning Business with Thailand Taxonomy” โดยนายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Thailand Taxonomy ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตลาดทุน ผู้บริโภค และสังคมในอนาคตกำลังให้คุณค่ากับสิ่งใด มาตรฐานนี้กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การบริหารพอร์ตโฟลิโอโครงการในอนาคต การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบด้านการออกแบบ จากกรอบความคิดเดิมสู่แนวทางใหม่ ไปจนถึงการบริหารซัพพลายเชนให้เกิดความสมดุล โดยเฉพาะมิติของการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวภายใต้หลักคิด ‘The sooner, the better’ หรือการเริ่มต้นก่อนย่อมได้เปรียบกว่า ขณะเดียวกันในแง่ของพลังทางการตลาด การส่งต่อผลประโยชน์ที่จับต้องได้ไปสู่ผู้ซื้อรายย่อย จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขาย นอกจากนี้ การมีเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนยังช่วยสร้างเกราะป้องกันทางเทคนิค และเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าต่อกฎระเบียบที่จะทวีความเข้มงวดขึ้นในอนาคต ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน และไม่อยากให้มองว่า Thailand Taxonomy เป็นเรื่องที่ซับซ้อนจนจับต้องไม่ได้ แต่อยากให้เริ่มต้นตั้งคำถามง่ายๆ กับองค์กรของท่านว่า ‘ธุรกิจของเราจะสามารถสร้างคุณค่าที่มากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรที่น้อยลงได้อย่างไร’ ซึ่งนั่นคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนร่วมกัน”
ด้านนายวรุตม์ เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “สำหรับไดกิ้น เกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืน (Thailand Taxonomy) ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่เป็นตัวเร่งที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายสิ่งแวดล้อมระดับโลกของเราให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ในเมื่อระบบปรับอากาศคือตัวแปรสำคัญที่ใช้พลังงานและสร้างคาร์บอนสูงที่สุดในภาคอาคารและที่อยู่อาศัย เราจึงเลือกปักธงแก้ปัญหาในจุดที่สร้างผลกระทบได้มากที่สุด โดยตอบโจทย์เกณฑ์การลดก๊าซเรือนกระจกด้วยเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ขั้นสูง ควบคู่กับการใช้สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการนำสารทำความเย็นที่ถูกเก็บกลับมาจากตลาดมาผ่านกระบวนการฟื้นฟูคุณภาพก่อนนำกลับมาใช้งานใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนแนวคิด Circular Economy อย่างเป็นรูปธรรม บทบาทของเราในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การขับเคลื่อนเป้าหมายความยั่งยืนของไดกิ้นเอง แต่คือการจับมือกับแสนสิริและพันธมิตรผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว นำระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเข้ามาช่วยยกระดับโครงการให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล เพื่อเปลี่ยนจากเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย ให้กลายเป็นการประหยัดค่าไฟที่ลูกบ้านจับต้องได้จริง”
หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล กรรมการคณะกรรมการความยั่งยืน บริษัท วนชัย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ได้ร่วมสะท้อนมุมมองการเปลี่ยนผ่านของซัพพลายเชนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยว่า "ในมิติของความยั่งยืน เราไม่สามารถเติบโตอย่างโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป เกณฑ์ Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองแค่ผลกำไรระยะสั้น ไปสู่การสร้างคุณค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ สำหรับ วนชัย กรุ๊ป ในฐานะต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน เรามุ่งมั่นพัฒนาวัสดุแผ่นไม้ทดแทนไม้ธรรมชาติที่มีมาตรฐานการปล่อยสารฟอร์มาลดีไฮด์ต่ำเป็นพิเศษ เพื่อตอบโจทย์เรื่อง Well-being และการันตีความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย และการที่แสนสิริลุกขึ้นมาจัดฟอรัม GREEN UP 2026 เพื่อเชื่อมต่อทุกภาคส่วนใน Green Ecosystem เป็นสิ่งที่เราพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ผ่านกลยุทธ์ Green Procurement เพราะเมื่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศเลือกใช้วัสดุก่อสร้างหมุนเวียนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จะเกิด Multiplier Effect ที่ช่วยขับเคลื่อนให้คู่ค้าและกลุ่ม SME หมุนตามกติกาโลกได้จริง และนี่คือวิธีเดียวที่จะเปลี่ยนเกณฑ์บังคับด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็รากฐานความยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว”
นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Chief Sustainability Officer บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การปรับแนวทางธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Thailand Taxonomy ถือเป็นสิ่งจำเป็นเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการลดคาร์บอน และยกระดับสู่มาตรฐานสากลที่ช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการลงทุน ซึ่งกรอบการดำเนินงานนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในระหว่างที่ภาคธุรกิจไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์”
ดร.ณัฐกร ไกรกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์และบริหารความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Thailand Taxonomy เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดทางสู่แหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Finance) ที่พร้อมสนับสนุนทั้งองค์กรขนาดใหญ่และ SME ให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมาย Net Zero ของประเทศทั้งนี้ ปตท. ได้นำเครื่องมือดังกล่าวมาผสานเข้ากับการดำเนินงานที่มุ่งสร้างสมดุลภายใต้หลัก Energy Trilemma ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่แข่งขันได้ (Affordability/Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของภาคพลังงานไทยสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว
แสนสิริ เชื่อมั่นว่างาน GREEN UP 2026 ในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับมุมมองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่การสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับมุมมองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย และสร้างความตื่นตัวให้แก่พันธมิตรทุกภาคส่วนร่วมเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net-Zero ไปพร้อมกันอย่างมั่นคง
Tag:แสนสิริ