
63 ปี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รากที่ลอกไม่ได้ ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI
19 มิ.ย. 2026
ในวันที่มหาวิทยาลัยทั่วโลกต่างประกาศตัวเป็น “ผู้นำด้าน AI” มีมหาวิทยาลัยไทยแห่งหนึ่งที่ไม่ได้เพิ่งวิ่งตามกระแส เพราะการมองไปข้างหน้าและการปรับตัวฝังอยู่ในสายเลือดของที่นี่มาตั้งแต่วันแรก ซึ่งย้อนไกลกว่าเลข 63 ที่กำลังเฉลิมฉลองในปีนี้เสียอีก
หากจะเข้าใจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในวันที่ก้าวสู่ปีที่ 63 ควรเริ่มจากคำถามที่ดูเรียบง่ายที่สุด นั่นคือ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ “เกิดมาจากไหน” และคำตอบก็เก่าแก่กว่าเลข 63 อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง
เพราะแท้จริงแล้ว เรื่องราวของที่นี่เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 เมื่อหอการค้าไทยก่อตั้ง “วิทยาลัยการค้า” ขึ้นที่สนามเสือป่า โดยยึดหลักสูตรของหอการค้าแห่งกรุงลอนดอนเป็นต้นแบบ ซึ่งนับว่าทันสมัยอย่างยิ่งสำหรับยุคนั้น พร้อมนักศึกษารุ่นแรกราว 300 คน นี่คือความตั้งใจของภาคธุรกิจไทยที่จะสร้างคนการค้าด้วยมาตรฐานระดับสากล ตั้งแต่เมื่อ 80 กว่าปีก่อน
ทว่าวิทยาลัยเปิดสอนได้เพียงปีเดียว สงครามมหาเอเชียบูรพาก็ทำให้ต้องปิดตัวลง และเงียบหายไปนานถึง 22 ปี แต่สิ่งที่บอกตัวตนของสถาบันแห่งนี้ได้ดีที่สุด ไม่ใช่การที่ต้องหยุดชะงัก หากแต่เป็นการที่คณะกรรมการหอการค้าไทยทุกยุค ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจที่จะรื้อฟื้นวิทยาลัยขึ้นมาใหม่
ความพยายามนั้นสำเร็จในปี พ.ศ. 2506 เมื่อ “วิทยาลัยการค้า” กลับมาเปิดอีกครั้งและเดินหน้าอย่างไม่หยุดนับแต่นั้น ก่อนจะยกระดับขึ้นเป็น “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” อย่างเต็มตัวในปี พ.ศ. 2527 ด้วยเหตุนี้ เลข 63 ที่กำลังเฉลิมฉลอง จึงนับจากปีแห่งการกลับมา ทั้งที่จริงแล้ว รากของสถาบันหยั่งลึกไปไกลกว่านั้นมาก
และไม่ว่าจะนับจากปีใด สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือจุดกำเนิด มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้ถือกำเนิดจากกระทรวง ไม่ได้เกิดจากมูลนิธิการศึกษา แต่เกิดจาก “หอการค้าไทย” องค์กรของนักธุรกิจตัวจริง จุดกำเนิดนี้เองที่ทำให้ UTCC แตกต่างจากมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งของประเทศ เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันที่ “สอนเรื่องธุรกิจ” จากภายนอก แต่เป็นมหาวิทยาลัยที่ “เกิดจากภาคธุรกิจ” โดยตรง
ความเป็นตัวตนที่ตกผลึกมาตลอดเส้นทางนี้ ถูกออกแบบให้เป็นกรอบแบรนด์ 4 เสาหลักที่ UTCC ยึดเป็นทิศทางในวันนี้ ได้แก่ AI-First U. การนำเทคโนโลยีมานำหน้า, Practice U. การเรียนรู้จากการลงมือทำจริง, Happy U. การให้ความสำคัญกับความสุขของผู้เรียน และ International U. การเชื่อมโลกทั้งใบเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย และเรื่องราวตลอด 63 ปี ก็คือการเติมเต็มทั้งสี่เสานี้ให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
-รากที่ลอกเลียนไม่ได้
ความได้เปรียบที่ลึกที่สุดของ UTCC ไม่ใช่ตึกหรือหลักสูตร แต่คือ “เครือข่าย” ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หอการค้าไทยมีสมาชิกเป็นผู้ประกอบการ 263,785 ราย กระจายอยู่ในหอการค้าจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ นี่คือสนามจริงที่นักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเข้าถึงได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
ผลลัพธ์คือบุคลิกเฉพาะตัวที่คนภายนอกเรียกติดปากว่า “เด็กหัวการค้า” คนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มองธุรกิจเป็นเพียงทฤษฎีในตำรา แต่มองเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ กล้าคิด กล้าลงมือ และเข้าใจว่าการค้าจริงเกิดขึ้นบนความสัมพันธ์และการตัดสินใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในสไลด์
ปรัชญา “เรียนจากการปฏิบัติ” (Practice) จึงไม่ใช่สโลแกนที่เพิ่งคิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสถาบันมาตั้งแต่ต้น เพราะคนที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ คือคนที่ทำธุรกิจจริงมาก่อน
ลึกลงไปกว่าโครงสร้างและหลักสูตร ยังมีรากที่ลอกเลียนได้ยากที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ “ความเป็นครอบครัว” ที่ฝังอยู่ในวัฒนธรรมของที่นี่ ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ไม่ได้มีเพียงในห้องเรียน แต่เป็นการดูแลที่ใกล้ชิดเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน เช่นเดียวกับความผูกพันระหว่างบุคลากรที่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาหลายรุ่น ความอบอุ่นเช่นนี้สร้างไม่ได้ด้วยงบประมาณหรือเทคโนโลยี แต่ต้องสั่งสมผ่านกาลเวลา จึงเป็นเหตุผลที่ทั้งศิษย์เก่าและบุคลากรยังรู้สึกเสมอว่าที่นี่คือ “บ้าน”
อีกรากหนึ่งที่หล่อเลี้ยงสถาบันมาตลอด คือความใส่ใจในคุณภาพการเรียนการสอน ที่มีมาตั้งแต่วันแรกซึ่งยึดหลักสูตรของหอการค้าแห่งกรุงลอนดอนเป็นต้นแบบ ความตั้งใจที่จะสอนด้วยมาตรฐานระดับสากลไม่เคยจางหาย แต่ถูกส่งต่อและยกระดับขึ้นในทุกยุคสมัย และคุณภาพในแบบของ UTCC ก็ไม่ได้วัดจากความหนาของตำรา แต่วัดจากการที่ผู้เรียนนำความรู้ไปใช้ได้จริง อาจารย์จำนวนมาก จึงเป็นทั้งนักวิชาการและผู้มีประสบการณ์ตรงในโลกธุรกิจ ทำให้สิ่งที่สอนในห้องเรียนเชื่อมโยงกับสนามจริงได้ตลอดเวลา
-63 ปี ที่ไม่เคยหยุดเปลี่ยน
เลข 63 อาจไม่ใช่ตัวเลขกลมๆ ที่มหาวิทยาลัยทั่วไปเลือกเฉลิมฉลอง แต่สำหรับ UTCC ความหมายของเลขนี้อยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” มากกว่าความใหญ่โตของตัวเลข เพราะตลอดเส้นทางที่ผ่านมา สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนของที่นี่ คือการ “ยอมเปลี่ยน” และ “ลุกขึ้นใหม่” ก่อนใคร ตั้งแต่การกลับมาเปิดอีกครั้งหลังสงคราม ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ
โลกธุรกิจไม่เคยหยุดนิ่ง จากยุคการค้าแบบดั้งเดิม สู่ยุคคอมพิวเตอร์ ยุคอินเทอร์เน็ต ยุคดิจิทัล มาจนถึงยุคปัญญาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยที่เกิดจากภาคธุรกิจย่อมรู้ดีกว่าใครว่า การหยุดอยู่กับที่คือความเสี่ยงที่แท้จริง การปรับตัวของที่นี่จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสัญชาตญาณ
นี่คือเหตุผลที่การก้าวสู่ปีที่ 63 ของ UTCC ไม่ได้ถูกเล่าด้วยภาพของอดีตอันยาวนานเพียงอย่างเดียว แต่ถูกเล่าด้วยคำถามที่ว่า “แล้วต่อจากนี้ จะเปลี่ยนไปอย่างไรอีก”
AI-First ไม่ใช่กระแส แต่คือสายเลือดเดิม
คำตอบล่าสุดของคำถามนั้น คือการประกาศตัวเป็น “มหาวิทยาลัย AI-First แห่งแรกของไทย” ที่นำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนและการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ ทั้งแพลตฟอร์ม AI อย่าง JARVIS, ระบบ Chat.UTCC ที่ช่วยสนับสนุนนักศึกษา ไปจนถึง UTCC COIN ที่นำแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัลมาทดลองใช้จริงในแคมปัส
แต่หากมองให้ลึก การเป็น AI-First ของ UTCC ไม่ใช่การกระโดดตามเทรนด์ หากแต่เป็นการทำในสิ่งที่สถาบันแห่งนี้ทำมาตลอด 63 ปี นั่นคือการนำ “เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดของยุค” มาเตรียมคนให้พร้อมสำหรับโลกธุรกิจจริง เพียงแต่เครื่องมือของยุคนี้ เปลี่ยนชื่อจากเครื่องคิดเลขและคอมพิวเตอร์ มาเป็นปัญญาประดิษฐ์
เป้าหมายปลายทางยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน นั่นคือการสร้างบัณฑิตที่ “พร้อมใช้งานจริง” ในวันที่โลกต้องการคนที่ทำงานร่วมกับ AI ได้ ไม่ใช่คนที่กลัว AI
“โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่มนุษย์ต้องทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ หน้าที่ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคือการสร้างบัณฑิตที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ไม่ใช่ผู้ที่หวั่นเกรงเทคโนโลยี ในวาระ 63 ปี เราจึงไม่ได้มองย้อนกลับไปที่ความสำเร็จเดิม แต่มองไปข้างหน้าว่าจะติดอาวุธให้คนรุ่นใหม่อย่างไร ให้พร้อมเป็นผู้นำในเศรษฐกิจยุคใหม่”
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
-เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความสุขด้วย
อีกเสาหลักที่ UTCC ให้น้ำหนักไม่แพ้เรื่องวิชาการ คือ “Happy” หรือความสุขของผู้เรียน เพราะการสร้างหัวการค้าที่พร้อมลุยโลกธุรกิจจริง ไม่ได้เริ่มจากความกดดัน แต่เริ่มจากบรรยากาศที่ทำให้คนกล้าคิด กล้าลองสิ่งใหม่ และกล้าผิดพลาดเพื่อเรียนรู้
แนวคิดนี้จึงไม่ใช่เรื่องของกิจกรรมสนุกๆ เพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบประสบการณ์ให้ผู้เรียนเติบโตอย่างมีความสุข และพร้อมรับมือกับโลกการทำงานที่กดดันได้โดยไม่หมดไฟ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความรู้ในห้องเรียน
-มหาวิทยาลัยที่ใหญ่กว่ารั้วกั้น
อีกด้านหนึ่งที่ทำให้ภาพ 63 ปีของ UTCC สมบูรณ์ คือการขยาย “รั้ว” ของมหาวิทยาลัยออกไปไกลกว่าพื้นที่ทางกายภาพ ปัจจุบัน UTCC มีความร่วมมือกับสถาบันและองค์กรระดับนานาชาติกว่า 143 แห่ง และมีวิทยาลัยนานาชาติถึง 3 แห่ง ได้แก่ International School of Management, Thai-Chinese International School of Management และ Harbour.Space @UTCC ที่นำหลักสูตรเทคโนโลยีและการประกอบการระดับโลกเข้ามาถึงในประเทศไทย
เมื่อรวมเครือข่ายธุรกิจในประเทศของหอการค้าไทย เข้ากับเครือข่ายการศึกษาระดับโลก รั้วที่แท้จริงของ UTCC จึงไม่ใช่กำแพงของแคมปัส แต่คือ “ระบบนิเวศ” ที่เชื่อมนักศึกษาคนหนึ่งเข้ากับโอกาสทั้งในและนอกประเทศได้พร้อมกัน
-บทต่อไปของหัวการค้า
63 ปี สำหรับ UTCC จึงไม่ใช่หมุดหมายของการ “ครบรอบ” เพื่อย้อนมองความสำเร็จที่ผ่านมาเท่านั้น แต่เป็นหมุดหมายของ “โมเมนตัม” ที่กำลังพุ่งไปข้างหน้า
ในวันที่โลกเปลี่ยนเร็วกว่าที่เคย คำถามสำคัญของทุกมหาวิทยาลัยคือจะเตรียมคนรุ่นใหม่อย่างไรให้ทันโลก แต่สำหรับมหาวิทยาลัยที่เกิดจากภาคธุรกิจจริง และไม่เคยหยุดเปลี่ยนมาตลอด 63 ปี คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนั่นคือสิ่งที่ที่นี่ตอบมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า และกำลังจะตอบอีกครั้ง ในแบบของหัวการค้า