
รู้จัก PHATRA GROUP คนกลางในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ผู้อยู่เบื้องหลัง สินค้าในชีวิตประจำวันที่คนเรา “ขาดไม่ได้”
10 ก.ค. 2026
เชื่อไหมว่าตั้งแต่เช้าที่เราตื่นนอนมาใช้ชีวิต.. ไปจนถึงช่วงที่เราเข้านอน
เราทุกคนล้วนต้องใช้วัตถุดิบที่เรียกว่า “CPO” หรือ “น้ำมันปาล์มดิบ”
เราทุกคนล้วนต้องใช้วัตถุดิบที่เรียกว่า “CPO” หรือ “น้ำมันปาล์มดิบ”
ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับทำน้ำมันปาล์มประกอบอาหาร, สบู่ และของใช้อื่น ๆ
ไปจนถึงใช้ทำน้ำมันไบโอดีเซล ที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน
ไปจนถึงใช้ทำน้ำมันไบโอดีเซล ที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน
หมายความว่า ไม่ว่าจะกินอาหาร อาบน้ำ ไปจนถึงนั่งรถกลับบ้านในแต่ละวัน
เราล้วนขาดสิ่งที่เรียกว่า CPO ไปไม่ได้เลย..
และรู้ไหมว่าในประเทศไทยมีผู้เล่นที่เก่งเรื่องนี้มาก ๆ อยู่ด้วย
หนึ่งในนั้นคือ “PHATRA GROUP” หรือ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน)
เราล้วนขาดสิ่งที่เรียกว่า CPO ไปไม่ได้เลย..
และรู้ไหมว่าในประเทศไทยมีผู้เล่นที่เก่งเรื่องนี้มาก ๆ อยู่ด้วย
หนึ่งในนั้นคือ “PHATRA GROUP” หรือ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน)
ที่ตอนนี้แบบแสดงรายการข้อมูลได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และเตรียมขอให้มีผลบังคับใช้เพื่อ
เสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai
เสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai
ความน่าสนใจของกลุ่มภัทร มีอะไรบ้าง ? MarketThink จะสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ
บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) เริ่มมาจากแนวความคิดของ คุณสมนึก จันทวงศ์
อดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโรงงานปาล์มแห่งหนึ่ง
อดีตผู้บริหารระดับสูงของบริษัทโรงงานปาล์มแห่งหนึ่ง
ที่ได้เห็นโอกาสว่าธุรกิจนี้น่าจะไปได้สวย ตัวเขาเลยตัดสินใจลาออกมาสร้างบริษัท
ที่ปรึกษารับออกแบบ สร้างโรงงาน วางระบบ ให้โรงงานปาล์มต่าง ๆ
ที่ปรึกษารับออกแบบ สร้างโรงงาน วางระบบ ให้โรงงานปาล์มต่าง ๆ
ก่อนจะไปถึงจุดที่สร้างโรงงานปาล์มเป็นของตัวเองในปี 2558 ก่อนจะกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ
PHATRA GROUP มาจนถึงวันนี้..
PHATRA GROUP มาจนถึงวันนี้..
บริษัท ภัทร ปาล์มออยล์ ดำเนินธุรกิจรับสกัดน้ำมันปาล์มมาเรื่อย ๆ โดยมีโรงงานขนาดใหญ่อยู่ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า โซนภาคใต้เหมาะกับการปลูกต้นปาล์มมาก ๆ
จนกระทั่งในปี 2567 ทางบริษัทฯ ตัดสินใจปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด” เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการทำธุรกิจ ที่ต้องการเป็นมากกว่าโรงงานรับสกัดน้ำมันปาล์ม แต่พร้อมต่อยอดไปทำธุรกิจอื่น ๆ
สำหรับโมเดลธุรกิจของกลุ่มภัทร อธิบายง่าย ๆ ก็คือจะเป็นคนที่สกัด “น้ำมันปาล์มดิบ” หรือ CPO จากผลปาล์มสดที่รับมาจากเกษตรกรในพื้นที่
ก่อนจะเอา CPO มาจำหน่ายต่อให้ภาคธุรกิจเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับทำน้ำมันพืช, ไบโอดีเซล, เครื่องสำอาง, สบู่ และสินค้าอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันของคนเรา
ส่วนวัตถุดิบอื่น ๆ ที่เหลือจากการสกัด CPO เช่น กะลาปาล์ม, ทะลายปาล์มเปล่า ทางบริษัทจะเอาไปจำหน่ายต่อไป ทำให้รายได้ของบริษัท กลุ่มภัทร จํากัด (มหาชน) จะมาจาก 3 ทางหลัก ๆ ได้แก่
- ปี 2566 รายได้รวมราว 1,618 ล้านบาท แบ่งออกเป็น
96.35% มาจากน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม (1,561 ล้านบาท)
3.51% มาจากผลิตภัณฑ์พลอยได้ (57 ล้านบาท)
0.14% มาจากรายได้อื่น ๆ (2 ล้านบาท)
3.51% มาจากผลิตภัณฑ์พลอยได้ (57 ล้านบาท)
0.14% มาจากรายได้อื่น ๆ (2 ล้านบาท)
- ปี 2567 รายได้รวมราว 1,628 ล้านบาท แบ่งออกเป็น
97.72% มาจากน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม (1,591 ล้านบาท)
2.25% มาจากผลิตภัณฑ์พลอยได้ (37 ล้านบาท)
0.03% มาจากรายได้อื่น ๆ (0.5 ล้านบาท)
2.25% มาจากผลิตภัณฑ์พลอยได้ (37 ล้านบาท)
0.03% มาจากรายได้อื่น ๆ (0.5 ล้านบาท)
- ปี 2568 รายได้รวมราว 2,372 ล้านบาท แบ่งออกเป็น
98.16% มาจากน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม (2,334 ล้านบาท)
1.61% มาจากรายได้จากผลิตภัณฑ์พลอยได้ (38 ล้านบาท)
0.23% มาจากรายได้อื่น ๆ (5.5 ล้านบาท)
98.16% มาจากน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม (2,334 ล้านบาท)
1.61% มาจากรายได้จากผลิตภัณฑ์พลอยได้ (38 ล้านบาท)
0.23% มาจากรายได้อื่น ๆ (5.5 ล้านบาท)
ที่น่าสนใจคือ ถ้าลองซูมเข้าไปที่ “รายได้จากน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม”
หรือรายได้จาก CPO ซึ่งเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทมีการเติบโตขึ้นทุกปี
หรือรายได้จาก CPO ซึ่งเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทมีการเติบโตขึ้นทุกปี
- ปี 2567 รายได้จากน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม เติบโตขึ้น 1.92% จากปีก่อนหน้า
- ปี 2568 รายได้จากน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม เติบโตขึ้น 46.70% จากปีก่อนหน้า
- ปี 2568 รายได้จากน้ำมันปาล์มดิบและเมล็ดในปาล์ม เติบโตขึ้น 46.70% จากปีก่อนหน้า
โดยตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่าคนไทยบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ใช้ CPO เป็นวัตถุดิบเยอะขึ้นหรือเปล่า ?
คำตอบก็อาจจะจริงส่วนหนึ่ง เพราะตัวเลขการบริโภค CPO ของคนไทยเติบโตมาเรื่อย ๆ อยู่แล้ว
คำตอบก็อาจจะจริงส่วนหนึ่ง เพราะตัวเลขการบริโภค CPO ของคนไทยเติบโตมาเรื่อย ๆ อยู่แล้ว
แต่สิ่งที่มีส่วนให้รายได้ส่วนนี้ของกลุ่มภัทรโตขึ้นมาก ๆ จะมาจาก “การส่งออก”
ที่โตขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะกับ “ประเทศอินเดีย”
ที่โตขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะกับ “ประเทศอินเดีย”
สาเหตุสำคัญก็คือเพราะในโลกนี้มีผู้ผลิต CPO อยู่ 2 ประเทศหลัก ๆ ก็คือ
อินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยมีการผลิต CPO รวมกัน 82.8% จากผลผลิต CPO ของทั้งโลก
อินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยมีการผลิต CPO รวมกัน 82.8% จากผลผลิต CPO ของทั้งโลก
ส่วนประเทศไทยจะเป็นอันดับ 3 มีผลผลิต CPO อยู่ที่ 4.3% เท่านั้น
และคนที่ซื้อ CPO มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกก็คือ อินเดีย ที่ครองสัดส่วนการบริโภค CPO อยู่ที่ 19.1% ของมูลค่าส่งออก CPO จากทั้งโลก (ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรี ปี 2568)
โดยในช่วงที่ผ่านมาประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศส่งออกอันดับ 1 ได้มีนโยบายในประเทศว่า
จะเพิ่มการใช้ CPO ภายในประเทศของตัวเองมากขึ้น
จะเพิ่มการใช้ CPO ภายในประเทศของตัวเองมากขึ้น
ผ่านนโยบายชื่อว่า “B40” ที่กำหนดว่าน้ำมันดีเซลทุกลิตรในอินโดนีเซียต้องมีส่วนผสมของ
ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มถึง 40%
และเพิ่งเริ่มใช้นโยบาย B50 ที่จะปรับเพิ่มสัดส่วนน้ำมันปาล์มให้เป็น 50%
เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มถึง 40%
และเพิ่งเริ่มใช้นโยบาย B50 ที่จะปรับเพิ่มสัดส่วนน้ำมันปาล์มให้เป็น 50%
เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
นโยบายนี้ทำให้ความต้องการ CPO ในประเทศของอินโดนีเซียพุ่งสูงขึ้นมากจนถึงขั้นที่ว่า
ในปี 2568 การส่งออก CPO ของอินโดนีเซียลดลงถึง 7.3% เลยทีเดียว
ในปี 2568 การส่งออก CPO ของอินโดนีเซียลดลงถึง 7.3% เลยทีเดียว
แต่ถ้าเราลองซูมออกไปมองภาพใหญ่ของอุตสาหกรรม CPO ของคนทั้งโลก
- ปี 2567 การบริโภค CPO ของคนทั่วโลก 74.49 ล้านตัน
- ปี 2568 การบริโภค CPO ของคนทั่วโลก 75.05 ล้านตัน
- ปี 2569 การบริโภค CPO ของคนทั่วโลก 77.73 ล้านตัน
- ปี 2568 การบริโภค CPO ของคนทั่วโลก 75.05 ล้านตัน
- ปี 2569 การบริโภค CPO ของคนทั่วโลก 77.73 ล้านตัน
เราจะเห็นได้เลยว่านี่เป็นอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตอยู่ในภาพใหญ่
แต่พอผู้ส่งออกรายใหญ่ส่งออกน้อยลง ในขณะที่ทั้งโลกยังมีความต้องการใช้งาน CPO มากขึ้นเรื่อย ๆ
เลยเกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ในตลาดขึ้นมา ซึ่งข่าวดีก็คือตอนนี้กลุ่มภัทรก็เข้าไปแทรก
ตรงช่องว่างตรงนี้ได้แล้วในระดับหนึ่ง
ตรงช่องว่างตรงนี้ได้แล้วในระดับหนึ่ง
ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2568 ที่ผ่านมา ทางกลุ่มภัทรเพิ่งไปเจรจากับบริษัทย่อยของผู้ผลิต
และจําหน่าย CPO ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดียรายหนึ่ง
และจําหน่าย CPO ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดียรายหนึ่ง
ด้วยความที่ทางฝั่งนั้นมองเห็นว่ากลุ่มภัทรมีความพร้อมทั้งในเรื่องขั้นตอนการผลิตที่ได้
“มาตรฐาน RSPO” ที่เป็นการรับรองว่า CPO ของบริษัทผ่านการผลิตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล
และมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
“มาตรฐาน RSPO” ที่เป็นการรับรองว่า CPO ของบริษัทผ่านการผลิตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล
และมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
โดยเกณฑ์นี้มีผู้เล่นแค่ไม่กี่รายในไทยที่สามารถทำได้ เพราะเกณฑ์ค่อนข้างซับซ้อน
แต่ถ้าทำได้ก็จะสามารถส่งออก CPO ไปขายได้หลายประเทศทั่วโลก ซึ่งกลุ่มภัทรก็เป็นหนึ่งในนั้น
จนบริษัทสามารถปิดดีลคำสั่งซื้อ CPO ล็อตใหญ่ได้สำเร็จ
แต่ถ้าทำได้ก็จะสามารถส่งออก CPO ไปขายได้หลายประเทศทั่วโลก ซึ่งกลุ่มภัทรก็เป็นหนึ่งในนั้น
จนบริษัทสามารถปิดดีลคำสั่งซื้อ CPO ล็อตใหญ่ได้สำเร็จ
ทำให้ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากการส่งออกไปยังต่างประเทศ
โดยเฉพาะอินเดีย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้รวมทั้งหมดในปีเดียวกันเลยทีเดียว
ถึงตรงนี้สรุปง่าย ๆ อีกครั้งก็คือ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) นั้นเป็นบริษัท ที่อยู่ตรงกลางของซัปพลายเชนในสินค้าที่คนเราต้องใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
โดยเฉพาะอินเดีย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้รวมทั้งหมดในปีเดียวกันเลยทีเดียว
ถึงตรงนี้สรุปง่าย ๆ อีกครั้งก็คือ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) นั้นเป็นบริษัท ที่อยู่ตรงกลางของซัปพลายเชนในสินค้าที่คนเราต้องใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็น สบู่, น้ำมันเชื้อเพลิง, น้ำมันประกอบอาหาร ฯลฯ ที่เราอาจจะไม่เคยรู้กันมาก่อน
แต่เราต้องใช้มันทุกวัน
และเป็นหนึ่งในคนที่กำลังจะได้อานิสงส์จาก Supply ของ CPO ในตลาดโลกที่ลดลง
จากนโยบายของอินโดนีเซียที่ต้องการผลักดันให้คนในประเทศใช้ CPO กันมากขึ้น
แต่เราต้องใช้มันทุกวัน
และเป็นหนึ่งในคนที่กำลังจะได้อานิสงส์จาก Supply ของ CPO ในตลาดโลกที่ลดลง
จากนโยบายของอินโดนีเซียที่ต้องการผลักดันให้คนในประเทศใช้ CPO กันมากขึ้น
ซึ่งก็น่าสนใจมาก ๆ ว่าบริษัท กลุ่มภัทร จํากัด (มหาชน) จะสามารถคว้าโอกาสจากเทรนด์
ตอนนี้ได้มากแค่ไหน ?
ตอนนี้ได้มากแค่ไหน ?
โดยเฉพาะช่วงนี้ที่บริษัทกำลังจะเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)
เพื่อเอาเงินทุนไปหมุนเวียนในธุรกิจ
และขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการที่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี
เพื่อเอาเงินทุนไปหมุนเวียนในธุรกิจ
และขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการที่น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปี
รวมไปถึง “โรงงานสกัด CPKO” ที่มีแผนจะสร้างเสร็จในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2570 และน่าจะเป็น New Product Engine ให้กลุ่มภัทรได้อย่างแน่นอน..
#PHATRAGROUP
#CPO
#น้ำมันปาล์ม
#CPO
#น้ำมันปาล์ม