
Sasin-MIT Action Learning Lab สร้างผู้นำธุรกิจจากความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน MBA ชั้นนำ
3 ส.ค. 2026
การเรียน MBA ในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหาร แต่ยังเป็นการเตรียมผู้นำให้พร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกธุรกิจที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น ทักษะสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่การวิเคราะห์หรือการวางกลยุทธ์ หากรวมถึงความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้คนที่มีพื้นฐาน วัฒนธรรม และวิธีคิดที่แตกต่างกัน เพื่อร่วมกันสร้างคำตอบให้กับโจทย์ธุรกิจที่ซับซ้อน
Sasin-MIT Action Learning Lab เป็นหนึ่งในวิชา Action Learning Lab ของหลักสูตร Sasin MBA ที่เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin School of Management) และ MIT Sloan School of Management สองสถาบันการศึกษาบริหารธุรกิจอันดับโลก โครงการนี้เป็นมากกว่ากิจกรรมแลกเปลี่ยนนักศึกษา MBA หากแต่เป็นพื้นที่ทดลองที่นักเรียนจากสองซีกโลกต้องร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาจริงขององค์กรธุรกิจ และจัดทำข้อเสนอเชิงกลยุทธ์จากมุมมองที่แตกต่างแต่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน
เรียนรู้มาตรฐานระดับโลก
สำหรับนิสิตศศินทร์ สิ่งที่ได้จากโครงการนี้ไม่ได้มีเพียงโอกาสร่วมงานกับ MIT Sloan แต่คือการเรียนรู้วิธีคิดและมาตรฐานการทำงานระดับโลกจากการลงมือทำจริง
พิจักษณ์ สาทรสัมฤทธิ์ผล นิสิต Sasin MBA 2025 ยอมรับว่า ช่วงแรกของการทำงานรู้สึกกดดัน เพราะเพื่อนร่วมทีมจาก MIT Sloan หลายคนมีประสบการณ์ในบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลกมานานเกือบสิบปี แต่เมื่อได้ทำงานร่วมกัน ความกังวลกลับกลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้
“วิธีที่นักศึกษาจาก MIT Sloan จัดการกับปัญหาที่ซับซ้อนนั้นน่าทึ่งมาก พวกเขารู้ว่าควรถามคำถามอะไร ดึงข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร และสามารถสังเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากให้กลายเป็นข้อเสนอที่ชัดเจนและตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว”
นาตาชา สุเมธพงศ์ นิสิต Sasin MBA 2025 กล่าวว่า ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เธอมองเห็นคุณค่าของการเรียน MBA ในอีกมิติหนึ่ง โดยเฉพาะการผสานจุดแข็งของคนที่มีวิธีคิดแตกต่างกัน
“ศศินทร์ช่วยวางรากฐานด้านการสร้างความสัมพันธ์ การคิดเชิงบริบท และการรับมือกับความซับซ้อนของธุรกิจ ขณะที่การทำงานร่วมกับ MIT Sloan ทำให้เรียนรู้แนวทางการทำงานที่เป็นระบบ มุ่งผลลัพธ์ และให้ความสำคัญกับการส่งมอบงานที่จับต้องได้”
คำตอบที่ดี ต้องเริ่มจากการเข้าใจบริบท
นอกเหนือจากการเรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกัน โครงการ Sasin-MIT Action Learning Lab ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำความเข้าใจความแตกต่างของบริบททางธุรกิจระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแนวทางการวิเคราะห์ปัญหาและการพัฒนาโซลูชั่นที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
Juvencio Guerrero นักศึกษาจาก MIT Sloan กล่าวว่า ก่อนเดินทางมาประเทศไทย เขาคิดว่าการทำงานกับลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการผลิตอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นหลัก แต่เมื่อได้ลงพื้นที่จริง เขากลับค้นพบว่าปัจจัยด้าน "คน" มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน
"สิ่งที่ผมเห็นคือ แม้องค์กรจะลงทุนด้านระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ และการผลิตอุปกรณ์ดิจิทัลอย่างจริงจัง แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนาบุคลากร ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย และการยกระดับทักษะของแรงงาน เพราะหัวใจของการเปลี่ยนผ่านไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเตรียมความพร้อมของคนด้วย"
ด้าน มัทวัน ศุภพิมล นิสิต Sasin MBA 2025 กล่าวว่า เธอมองเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาในด้านความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับสถาบันการศึกษา
“ในสหรัฐฯ ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจมีโครงสร้างที่ชัดเจนและได้รับการสนับสนุนด้านการเงินอย่างมาก ขณะที่ในประเทศไทย มหาวิทยาลัยและองค์กรธุรกิจมักแยกจากกัน และยังไม่ค่อยมีโครงสร้างที่ชัดเจนนักที่งานวิจัยหรืองานด้านวิชาการตอบโจทย์สิ่งที่องค์กรธุรกิจต้องการจริง ๆ”
ในการทำงานกับลูกค้า ทีมจึงพยายามออกแบบโซลูชั่นที่สอดคล้องกับบริบทของไทย ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริง
เมื่อคนต่างวัฒนธรรมกลายเป็นทีมเดียวกัน
นอกเหนือจากองค์ความรู้ด้านธุรกิจแล้ว สิ่งที่นักเรียนจากทั้งสองสถาบันเห็นพ้องต้องกันกันว่ามีคุณค่าที่สุด คือการพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกับผู้คน ทั้งการสร้างความไว้วางใจ การสื่อสาร และการหลอมรวมมุมมองที่แตกต่างให้กลายเป็นแนวทางการทำงานร่วมกัน
Christos Doukas จาก MIT Sloan กล่าวว่า แม้สมาชิกในทีมจะมาจากต่างวัฒนธรรม มีภูมิหลังและรูปแบบการเรียนที่แตกต่างกัน อีกทั้งเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก แต่ทุกคนสามารถสร้างความเข้าใจร่วมและทำงานเคียงข้างกันได้อย่างรวดเร็ว
“สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดคือ แม้เราจะมีวัฒนธรรม ภูมิหลัง และตารางเวลาที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนต่างเคารพและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ทำให้เราสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ความแตกต่างของเขตเวลาก็ไม่เคยเป็นอุปสรรค เรากลายเป็นทีมเดียวกันได้อย่างรวดเร็วและทำงานร่วมกันได้อย่างง่ายดาย”
สำหรับ ขวัญกมล จันทร นิสิต Sasin MBA 2025 การทำงานร่วมกับทีมที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายทำให้เธอค้นพบว่า การวิเคราะห์ที่แม่นยำเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างผลลัพธ์ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้ผู้บริหารเข้าใจ และสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง
“คิดว่าบทเรียนที่มีค่าที่สุดคือ การเล่าเรื่องที่น่าเชื่อถือซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้การวิเคราะห์เชิงปริมาณที่แม่นยำ เพราะเมื่อเรามีเวลาจำกัดในการนำเสนอข้อมูลเชิงกลยุทธ์ที่ซับซ้อนต่อผู้บริหาร ตัวเลขเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนการตัดสินใจได้”
เธอกล่าวเสริมว่า ไม่มี model ใดสมบูรณ์แบบ สิ่งสำคัญคือการอธิบายเหตุผลของสมมติฐาน เตรียมทางเลือกสำหรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย
ในโลกธุรกิจที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป คุณค่าของการเรียนรู้จึงไม่ได้อยู่ที่การค้นหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด แต่อยู่ที่การเรียนรู้ว่าจะสร้างคำตอบร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร และเมื่อสองสถาบันชั้นนำด้านการบริหารธุรกิจชั้นนำอย่างศศินทร์และ MIT Sloan นำจุดแข็ง
ทางด้านวิชาการ เครือข่าย และมุมมองที่แตกต่างมาหลอมรวมกันในห้องเรียนเดียวกัน ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นมากกว่าการแลกเปลี่ยนนักศึกษา แต่คือการสร้างผู้นำธุรกิจที่พร้อมรับมือกับความท้าทายของโลกธุรกิจในอนาคต
เรียบเรียงจากบทความเนื้อหาที่เผยแพร่ครั้งแรกใน Poets & Quants 17 มิ.ย. 2569 สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่ https://poetsandquants.com/2026/06/17/mit-meets-bangkok-what-2-mba-programs-learned-from-each-other/?pq-category=international-business-school-news