
เมื่อสุขภาพกลายเป็นเรื่องของคนทุกวัย Vitafoods Asia 2026 2-4 กันยายน 2569 พาส่องโอกาสใหม่ของธุรกิจไทย
20 ส.ค. 2026
ตลาดสุขภาพกำลังเข้าสู่ช่วงที่น่าจับตามอง…
จากการวิเคราะห์ของ Grand View Research และ Fortune Business Insights คาดว่า ตลาด Nutraceuticals และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกจะมีมูลค่าทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2033-2034
โดยเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในภูมิภาคสำคัญ ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 40% ของตลาดโลก
ส่วนประเทศไทย ตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 9.5% ต่อปี และอาจมีมูลค่าแตะ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2033
เมื่อความต้องการด้านสุขภาพเปลี่ยนไป ประเทศไทยที่มีทั้งสมุนไพร งานวิจัย และฐานการผลิต จะต่อยอดจุดแข็งเหล่านี้สู่ตลาดโลกได้อย่างไร และ Vitafoods Asia 2026 จะช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสเหล่านั้นชัดขึ้นได้อย่างไร ?
MarketThink พาไปหาคำตอบผ่านมุมมองของ คุณรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ – ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผู้จัดงาน Vitafoods Asia 2026
คุณรุ้งเพชรมองว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 ผู้บริโภคมีความรู้เรื่องสุขภาพมากขึ้น ตั้งแต่วิตามิน สมุนไพร สารสกัด ไปจนถึงทางเลือกในการดูแลตัวเอง
ขณะที่อินเทอร์เน็ตและ Social Media ก็ทำให้ข้อมูลและเทรนด์สุขภาพใหม่ ๆ เดินทางถึงผู้บริโภคได้เร็วกว่าเดิม
สิ่งที่ตามมาคือ คนแต่ละกลุ่มเริ่มมีโจทย์ในการดูแลสุขภาพที่ต่างกันมากขึ้น คนรุ่นใหม่หันมาดูแลตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย ทั้งเรื่องควบคุมน้ำหนัก โปรตีน วิตามิน คอลลาเจน และ Gut Health
ส่วนการเข้าสู่สังคมสูงวัยก็ทำให้ Healthy Aging และ Longevity ได้รับความสนใจมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ปัญหาจากไลฟ์สไตล์ก็สร้างความต้องการใหม่ ๆ อย่าง Brain Health และ Eye Health ที่คุณรุ้งเพชรมองว่าเป็นกลุ่มน่าจับตา จากทั้งความเครียด ปัญหาการนอน และการใช้หน้าจอที่เพิ่มขึ้น
แต่เทรนด์สุขภาพก็ไม่ได้เหมือนกันทุกตลาด แต่ละประเทศมีโจทย์ของตัวเอง
อย่างประเทศไทยกำลังตื่นตัวกับ Gut Health, Probiotics, Eye Health และ Weight Management
เกาหลีใต้กลับโดดเด่นเรื่อง Beauty ส่วนญี่ปุ่นมีทั้ง Beauty และ Brain Health
เกาหลีใต้กลับโดดเด่นเรื่อง Beauty ส่วนญี่ปุ่นมีทั้ง Beauty และ Brain Health
อีกตลาดที่เริ่มน่าสนใจ คือ Pet Nutraceuticals โดยเฉพาะในยุโรป จากพฤติกรรม Pet Humanization ที่เจ้าของให้ความสำคัญกับสุขภาพและโภชนาการของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น
ความหลากหลายเหล่านี้ ทำให้โอกาสในตลาด Nutraceuticals ไม่ได้อยู่เฉพาะกับเจ้าของแบรนด์ แต่ยังครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ สารสกัด งานวิจัย การพัฒนาสูตร ไปจนถึงโรงงาน OEM/ODM ที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์
สำหรับประเทศไทย คุณรุ้งเพชรมองว่า หนึ่งในจุดแข็งของไทยคือฐานโรงงาน OEM ที่มีศักยภาพและมาตรฐานรองรับตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ฝั่งวัตถุดิบก็ยังมีพื้นที่ให้ไทยต่อยอดได้อีก เพราะปัจจุบันยังมีการนำเข้าสารสกัดจากต่างประเทศในบางกลุ่ม เช่น สารสกัดขมิ้นชันจากอินเดีย
ภาพนี้จึงทำให้เห็นโอกาสในการพัฒนาวัตถุดิบไทยไปสู่สารสกัดหรือ Ingredients ที่มีมาตรฐานและงานวิจัยรองรับ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแต่ต้นทาง
แต่การมีสินค้าที่พร้อมอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เพราะตลาดปลายทางแต่ละแห่งมีทั้งความต้องการ กฎระเบียบ และรูปแบบการทำธุรกิจที่ต่างกัน
คุณรุ้งเพชรแนะนำว่า ก่อนออกไปเจอ Buyer ควรทำความเข้าใจตลาดปลายทางให้ชัด เพื่อให้รู้ว่าต้องเตรียมอะไร และควรมองหาคู่ค้าแบบไหน
อย่างตลาดอินโดนีเซีย อาจต้องดูตั้งแต่ Import License ข้อกำหนด Halal ไปจนถึงสิทธิบัตร (Patent) และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้เมื่อถึงเวลาคุยกับ Buyer สามารถคุยได้ตรงกับเงื่อนไขของตลาดและเป้าหมายของธุรกิจมากขึ้น
การเลือก Trade Show ก็ใช้หลักเดียวกัน หากมองหาตลาดสำหรับ Ingredients ก็ควรเลือกงานที่มี Buyer กลุ่มวัตถุดิบ ขณะที่ Finished Product ก็ควรเลือกงานที่มี Distributor หรือผู้ซื้อสินค้าสำเร็จรูปตรงกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม แม้วันนี้การค้นหา Supplier หรือติดต่อคู่ค้าผ่านออนไลน์จะง่ายขึ้น
แต่สำหรับธุรกิจ B2B การได้เจอกันแบบ Face-to-Face ยังมีความสำคัญ เพราะ Buyer สามารถเห็นผลิตภัณฑ์จริง ทดลองรสชาติ กลิ่น หรือเนื้อสัมผัส รวมถึงพูดคุยรายละเอียดกับผู้ผลิตได้ทันที ซึ่งช่วยสร้างทั้ง Trust และ Relationship
แต่สำหรับธุรกิจ B2B การได้เจอกันแบบ Face-to-Face ยังมีความสำคัญ เพราะ Buyer สามารถเห็นผลิตภัณฑ์จริง ทดลองรสชาติ กลิ่น หรือเนื้อสัมผัส รวมถึงพูดคุยรายละเอียดกับผู้ผลิตได้ทันที ซึ่งช่วยสร้างทั้ง Trust และ Relationship
ดังนั้น สำหรับคนในอุตสาหกรรมที่อยากเห็นทั้งเทรนด์ สินค้าใหม่ และผู้เล่นในตลาดจริง Vitafoods Asia 2026 จึงเป็นอีกงานที่ไม่ควรพลาด
เพราะในงานเดียวจะได้เจอตั้งแต่วัตถุดิบและ Ingredients ใหม่ งานวิจัย โรงงาน OEM/ODM เจ้าของแบรนด์ ไปจนถึง Buyer และผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ
แถมปีนี้งานยังขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น 30% สู่ 20,000 ตารางเมตร เรียกได้ว่าเป็น Vitafoods Asia ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา พร้อมผู้เล่นจากกว่า 40 ประเทศ และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 16,000 คน
หลายไฮไลต์ในงานยังสะท้อนเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง ทั้ง Australia Pavilion ที่นำส่วนผสมและนวัตกรรม Nutraceuticals จากออสเตรเลียมาเปิดโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาค และ Pet Nutraceutical Showcase โซนใหม่ที่ตอบรับการเติบโตของตลาดสุขภาพสัตว์เลี้ยง
ขณะที่ฝั่งไทยก็มี Thailand Health Product Awards ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาพของไทยได้แสดงศักยภาพ รวมถึง Academic to Commercial ที่ช่วยเชื่อมงานวิจัยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ
ส่วนคนที่อยากมาอัปเดตของใหม่ ก็มี New Products Zone & New Ingredients Zone สำหรับดูผลิตภัณฑ์และ Ingredients ใหม่ รวมถึง Innovation Tour ที่ช่วยพาไปเจอผู้แสดงสินค้าและนวัตกรรมตามหัวข้อที่สนใจ
คุณรุ้งเพชรแนะนำว่า หากมีเวลาเดินงานจำกัด ควรดูรายชื่อผู้แสดงสินค้าและเลือกสัมมนาที่สนใจไว้ล่วงหน้า รวมถึงใช้ Innovation Tour เพื่อพาไปยังเทคโนโลยีหรือบูทที่ตรงกับเป้าหมายมากที่สุด
เพราะแต่ละคนอาจมาที่ Vitafoods Asia ด้วยโจทย์ต่างกัน บางคนกำลังหา Ingredients ใหม่ บางแบรนด์หาโรงงานผลิต บางบริษัทต้องการ Distributor ต่างประเทศ ขณะที่คนที่มีงานวิจัยหรือวัตถุดิบอยู่แล้ว ก็อาจกำลังมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะช่วยพาไปต่อ
สุดท้าย สิ่งที่แต่ละคนได้กลับไปจากงานอาจไม่เหมือนกัน บางคนอาจเจอ Ingredients ใหม่ บางคนได้พาร์ตเนอร์ หรือบางคนอาจมองเห็นโอกาสใหม่ที่นำไปต่อยอดกับธุรกิจได้จริง
ใครอยากไปเห็นเทรนด์ นวัตกรรม และโอกาสเหล่านี้ด้วยตัวเอง ไปหาคำตอบได้ที่ Vitafoods Asia 2026 วันที่ 2-4 กันยายน 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ฟรี! : https://bit.ly/4dwDGYN