
บริติช เคานซิล เปิดตัวรายงาน “Next Generation Thailand” ชี้ช่องว่าง ‘พลังเยาวชนกับโอกาสที่ยังไปไม่ถึง’ พร้อมชง 8 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
28 ส.ค. 2026
บริติช เคานซิล (British Council) เปิดตัวรายงานวิจัยระดับโลกฉบับล่าสุด “Next Generation Thailand” จากการสำรวจเยาวชนไทยอายุ 18–30 ปี จำนวน 2,000 คนทั่วประเทศ และการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และภาครัฐ โดยรายงานชี้ให้เห็นถึง “พลังเยาวชนกับโอกาสที่ยังไปไม่ถึง” (Agency Gap) โดยแม้เยาวชนไทยจะมีความพร้อมและศักยภาพสูง แต่ยังเผชิญอุปสรรคเชิงระบบและข้อจำกัดในการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย

คุณซาร่าห์ โรเจอร์สัน (Ms. Sarah Rogerson) ผู้อำนวยการ บริติช เคานซิล ประเทศไทย เปิดเผยว่า “โครงการ Next Generation โดยบริติช เคานซิล ดำเนินการมาแล้วในกว่า 20 ประเทศทั่วโลก เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และเมียนมา โดยประเทศไทยเป็นประเทศล่าสุด จากการสำรวจเยาวชนไทย 2,000 คนจากหลากหลายภูมิภาค เพศสภาพ และกลุ่มผู้มีความพิการ พบว่า แม้เยาวชนมองว่าตนเองมีความพร้อมและศักยภาพในการร่วมพัฒนาสังคม แต่เสียงของพวกเขายังไม่ได้รับการรับฟังอย่างเพียงพอ ช่องว่างระหว่าง ‘ศักยภาพ’ กับ ‘การมีส่วนร่วม’ หรือ Agency Gap จึงเป็นประเด็นสำคัญของรายงาน โดยบริติช เคานซิล จะนำข้อค้นพบเหล่านี้มาเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานร่วมกับพันธมิตรในด้านภาษาอังกฤษ การศึกษา ศิลปะ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อเปิดพื้นที่และโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของตนเอง”

คุณปิยธิดา คำบุญมา ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมวิจัย Iconic Research ได้นำเสนอสาระสำคัญของรายงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่
ส่วนที่ 1 ความมุ่งมั่นระดับสูง (ความพร้อมของเยาวชนและการนิยามความสำเร็จใหม่) แบ่งออกเป็น
การนิยามความสำเร็จใหม่ที่เน้นความมั่นคงทางการเงิน: เยาวชนไทยให้ความสำคัญกับ ความมั่นคงทางการเงิน (62%) สุขภาพและสุขภาวะที่ดี (43%) มากกว่าการแต่งงาน (10%) หรือการย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ (5%)
มุมมองเชิงบวกต่ออนาคต ทักษะที่จำเป็น และความสนใจในการเป็นผู้ประกอบการ: 84% มองอนาคตด้านอาชีพและคุณภาพชีวิตในเชิงบวก ขณะที่ 89% ระบุว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาสำคัญ ที่ต้องเรียนรู้ และ 68% สนใจเริ่มต้นธุรกิจภายใน 5 ปี
ความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและซอฟต์พาวเวอร์: อาหารไทย (58%) วัฒนธรรมไทย (44%) และทัศนียภาพทางธรรมชาติ (39%) เป็นสิ่งที่เยาวชนภาคภูมิใจ สะท้อนศักยภาพในการร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของไทย
ความพร้อมด้านพลเมืองและสิ่งแวดล้อม: 88% ระบุว่ามีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับใดระดับหนึ่ง และ 45% มองว่ามลพิษทางอากาศเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เร่งด่วนที่สุดของไทย
ส่วนที่ 2 อุปสรรคเชิงระบบ แบ่งออกเป็น
ปัญหาทักษะไม่สอดคล้องกับระบบการศึกษา (Education & Skills Mismatch): มีเพียง 25% ที่รู้สึกว่าระบบการศึกษาปัจจุบันเตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานและการใช้ชีวิตได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ขณะที่ 35% มองว่าวุฒิทางการศึกษาไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม
ข้อจำกัดในการเข้าถึงทุนทำธุรกิจ (Entrepreneurship Funding Blocks): 53% มองว่าการเข้าถึงข้อมูลทางธุรกิจยังมีข้อจำกัด ขณะที่ 50% ประสบปัญหาขาดแคลนเงินทุน และ 46% ขาดทักษะการบริหารธุรกิจที่เพียงพอ
ช่องว่างด้านการรับฟังและการมีส่วนร่วม (Listening & Inclusion Gap): 51% รู้สึกว่าเสียงของตนในประเด็นระดับชาติแทบไม่เคยได้รับการรับฟัง และมีเพียง 9% ที่เชื่อว่าการลงคะแนนเสียงของตนมีอิทธิพลโดยตรงต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายระดับชาติ ขณะที่ 44% ของเยาวชน ผู้พิการที่มีงานทำอยู่ในภาวะการจ้างงานที่ไม่มั่นคง เช่น งานพาร์ตไทม์ การประกอบอาชีพอิสระ และงานตามฤดูกาล
เพื่อให้ข้อค้นพบข้างต้นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ดร.แมทธิว ชีเดอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมและการมีส่วนร่วมของเยาวชน บริติช เคานซิล ได้สรุป 8 ข้อเสนอแนะนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ ดังนี้
จัดการกับความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อผู้หญิง เยาวชนผู้พิการ และเยาวชน LGBTQ+
ผลักดันให้การมีส่วนร่วมของเยาวชนในกระบวนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจสาธารณะ เป็นระบบและมีความยั่งยืน
ปฏิรูประบบการศึกษาให้มุ่งเน้นทักษะแห่งอนาคตและการเข้าถึงที่เท่าเทียม
ส่งเสริมการจ้างงานที่คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศ และโอกาสในการเป็นผู้นำ
ขยายโอกาสและระบบสนับสนุนสำหรับเยาวชนในระดับจังหวัด
ขยายช่องทางการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนให้มีความปลอดภัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
เสริมสร้างพื้นที่ดิจิทัลที่ปลอดภัยสำหรับการสนทนาและการแสดงออกทางพลเมืองของเยาวชน
ผนวกบทบาทของเยาวชนเข้ากับยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ และเศรษฐกิจวัฒนธรรมของประเทศไทย
“ข้อเสนอแนะทั้ง 8 ข้อนี้พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์ อุปสรรค และความฝันของเยาวชนทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดข้อเสนอแนะ เพื่อให้ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจสามารถนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่” ดร.แมทธิว กล่าวเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน่วยวิจัยเฉพาะกิจเพื่อการศึกษาเยาวชน (Youth Task Force) ยังได้ร่วมสะท้อนมุมมอง โดย รศ.ดร.บุญธิดา เอื้อพิพัฒนากูล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวว่า “ตัวเลข 68% ของเยาวชนไทยที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง สะท้อนว่าการเป็นผู้ประกอบการคือเส้นทางอาชีพสำคัญของ Gen Z แต่การศึกษาในปัจจุบันยังต้องปรับให้ทันต่อโลกการทำงานและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยจึงควรเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ผ่านกิจกรรมหรือ Sandbox ที่ช่วยพัฒนาทั้งทักษะการเป็นผู้ประกอบการ การคิดวิเคราะห์ ความยืดหยุ่น และการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน พร้อมทั้งเปิดให้เยาวชนเข้ามาร่วมออกแบบและได้รับทราบว่าความคิดเห็นของพวกเขาถูกนำไปใช้ต่ออย่างไร”
ทางด้าน คุณสุชาดา หนุนภักดี ผู้ก่อตั้ง Impact Intelligence Lab ได้ร่วมแสดงความเห็นในฐานะผู้ประกอบการเทคโนโลยีรุ่นใหม่ว่า “เยาวชนไทยมีทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถ และความพร้อมที่จะลงมือทำ แต่ยังขาดโอกาสในการทดสอบไอเดีย ตลอดจนการเข้าถึงข้อมูล เงินทุน ที่ปรึกษา และเครือข่ายที่เหมาะสม โดยเฉพาะเยาวชนในต่างจังหวัด หากทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างระบบบ่มเพาะที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทดลองและพัฒนาแนวคิดได้อย่างปลอดภัย พร้อมส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม เยาวชนก็จะสามารถนำเทคโนโลยีไปต่อยอดธุรกิจและแก้โจทย์สำคัญของประเทศ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนได้”
ดาวน์โหลดรายงาน Next Generation Thailand ฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ บริติช เคานซิล https://www.britishcouncil.org/research-insight/next-generation-thailand
Tag:บริติช เคานซิล