
รายงาน Alipay+ และ S&P Global ชี้ “การเชื่อมโยงระบบ-ความเชื่อมั่น” คือกุญแจสำคัญสู่การค้ายุค AI
3 ก.ย. 2026
รายงานฉบับล่าสุดจาก Alipay+ แพลตฟอร์มกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบครบวงจรของ แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งจัดทำร่วมกับ S&P Global ชี้ให้เห็นถึง "ช่องว่างทางดิจิทัลเชิงพาณิชย์" ที่กำลังขยายตัวกว้างขึ้น
โดยระบุว่าแม้ผู้บริโภคจะคาดหวังประสบการณ์การชำระเงินผ่านมือถือที่ไร้รอยต่อและเทคโนโลยีผู้ช่วยดิจิทัลอัจฉริยะมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง พวกเขายังคงเผชิญกับอุปสรรคในการใช้งาน ตั้งแต่ระบบการรับชำระเงินที่ไม่ครอบคลุม ไปจนถึงปัญหาความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี AI
การศึกษาดังกล่าวได้สำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายข้ามพรมแดนของผู้บริโภคจำนวน 6,000 คนใน 9 ตลาดทั่วเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการค้าโลก ซึ่งกระเป๋าเงินดิจิทัล เทคโนโลยี AI และระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงถึงกัน ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญในการค้นหาสินค้า ทำธุรกรรม และสร้างปฏิสัมพันธ์ข้ามพรมแดนของผู้บริโภค
ข้อค้นพบที่สำคัญมีดังนี้:
• การท่องเที่ยวเผยให้เห็นช่องโหว่ของโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าระดับโลก: ผู้บริโภคกว่าครึ่งระบุว่าไม่แน่ใจว่าร้านค้าจะรองรับการชำระเงินของตนหรือไม่ (53%) หรือไม่สามารถเลือกชำระเงินด้วยวิธีที่คุ้นเคยได้ (54%) ส่งผลให้ 1 ใน 4 ของผู้บริโภคยังคงต้องพกเงินสดไว้เป็นทางเลือกสำรอง
• เทรนด์การใช้จ่ายที่เน้นร้านค้าท้องถิ่นและมีความถี่สูง ตอกย้ำความจำเป็นของระบบรับชำระเงินที่ครอบคลุม: ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุดในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (67%) และสถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่น (66%) โดยผู้บริโภคเกินกว่าครึ่ง (54%) เลือกใช้จ่ายกับร้านค้าและร้านอาหารในชุมชนมากกว่าห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหารที่มีสาขาทั่วไป
• ผู้บริโภคคาดหวังให้แอปชำระเงินทำได้มากกว่าเดิม: การจองร้านอาหาร (61%) การจองบริการต่างๆ แบบครบจบในที่เดียว (58%) และการซื้อบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว (57%) ขึ้นแท่นเป็นบริการภายในแอป (in-app services) ที่มีความต้องการสูงสุดในระดับโลก
• ผู้บริโภคนิยมใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลมากกว่าทำธุรกรรมจริง: แม้ผู้บริโภคถึง 81% จะใช้เครื่องมือ AI เพื่อค้นหาข้อมูลและวางแผนการท่องเที่ยวแล้ว แต่ยังมีความระมัดระวังและเลือกใช้งานมากขึ้น เมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการจอง การขอคืนเงิน และการชำระเงิน
• ความเชื่อมั่นคือหัวใจสำคัญของการใช้เทคโนโลยีผู้ช่วยอัจฉริยะ (Agentic Commerce): ความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 43% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือและตอบโจทย์พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค
ดักลาส ฟีกิน ประธาน แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า “ปัจจุบัน โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคโมบายล์เฟิสต์ (Mobile-first) และไร้พรมแดนอย่างเต็มตัวแล้ว ความท้าทายในขณะนี้จึงอยู่ที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าให้รวดเร็วทันต่อความคาดหวังของผู้บริโภค
ก้าวต่อไปของการค้าโลกจะไม่ได้ถูกกำหนดด้วยรูปแบบการชำระเงินดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความอัจฉริยะของระบบนิเวศ ความสามารถในการทำงานร่วมกัน และการเชื่อมต่อถึงกันในระดับโลก”
การเชื่อมโยงระบบเข้าด้วยกันคือรากฐานสำคัญของการค้าข้ามพรมแดน
ผู้บริโภคยุคใหม่สามารถสลับใช้งานระบบชำระเงินข้ามพรมแดนรูปแบบต่างๆ ได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัล บัตร คิวอาร์โค้ด หรือระบบ NFC อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์การจับจ่ายระหว่างเดินทางกลับยังคงขาดความต่อเนื่อง
เนื่องจากระบบการรับชำระเงินของแต่ละท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน ความไม่สอดคล้องกันนี้ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ถ่างช่องว่าง ระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภคที่นับวันจะสูงขึ้น กับโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ปัจจุบัน การชำระเงินผ่านมือถือได้กลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้บริโภคนิยมใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ณ จุดหมายปลายทาง ทั้งสำหรับค่าอาหาร ช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยว ในขณะที่บัตรเครดิตยังคงเป็นตัวเลือกหลักสำหรับการจองล่วงหน้าก่อนการเดินทาง โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ การชำระเงินผ่านมือถือทั้งในรูปแบบคิวอาร์โค้ด (QR) และ NFC ยังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภคถึง 63% เลือกใช้วิธีนี้เป็นหลักในการทำธุรกรรมระหว่างเดินทาง อย่างไรก็ตาม ความคุ้นเคยในการใช้งานของแต่ละตลาดยังคงมีความแตกต่างกัน
โดยผู้บริโภคจากจีน มาเลเซีย และไทย นิยมการสแกนจ่ายด้วยคิวอาร์โค้ด ในขณะที่ผู้บริโภคจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเยอรมนี นิยมแตะจ่ายด้วยระบบ NFC ที่เชื่อมต่อกับบัตรบนกระเป๋าเงินดิจิทัลมากกว่า
ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ยังไม่เคยใช้ระบบชำระเงินดิจิทัล ต่างแสดงความสนใจอย่างชัดเจนที่จะหันมาใช้งาน โดยระบุว่าตนเอง "มีแนวโน้มสูงมาก" (49%) และ "ค่อนข้างมีแนวโน้ม" (51%) ที่จะเลือกใช้วิธีการชำระเงินรูปแบบนี้ในการเดินทางครั้งต่อไป
ความแตกต่างของพฤติกรรมการใช้งานดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดอุปสรรคที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดการเดินทาง โดยผู้บริโภคเกินกว่าครึ่งแสดงความกังวลเมื่อต้องชำระเงินผ่านมือถือในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรม (62%) อัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียม (56%) ขั้นตอนการใช้งานเครื่องรับชำระเงินที่ไม่คุ้นเคย (56%) ตลอดจนความไม่แน่ใจว่าร้านค้าจะรองรับการชำระเงินรูปแบบดังกล่าวหรือไม่ (53%)
นอกจากนี้ อุปสรรคยังเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง โดย 54% ระบุว่าพบความยุ่งยากเมื่อไม่สามารถใช้วิธีการชำระเงินที่ตนคุ้นเคยได้ในขั้นตอนการจองล่วงหน้า
จากปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้ผู้บริโภค 1 ใน 4 ยังคงต้องพกเงินสดไว้เป็นทางเลือกสำรอง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคสูงวัย รวมถึงเมื่อต้องเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ระบบรับชำระเงินยังไม่สามารถทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างครอบคลุม
ผู้บริโภคหันมาใช้งานระบบนิเวศกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบครบวงจร
การเดินทางท่องเที่ยวได้เข้ามาเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน จากเดิมที่ใช้เพียงแอปพลิเคชันชำระเงินทั่วไป สู่ระบบนิเวศกระเป๋าเงินดิจิทัลที่รองรับการใช้งานทั่วโลก (Global-native) เนื่องจากผู้บริโภคหันมานิยมแพลตฟอร์มแบบครบวงจร ที่รวบรวมทั้งการค้นหาข้อมูล การจอง การชำระเงิน สิทธิประโยชน์ และบริการต่างๆ ณ จุดหมายปลายทาง ไว้เบ็ดเสร็จเพื่อมอบประสบการณ์ที่ครบจบในที่เดียว
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นผลมาจากความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอนของการเดินทาง โดยผู้บริโภคระบุว่า ตัวเลือกที่มีมากจนเกินไป แพลตฟอร์มการจองที่แยกกันคนละแอป และการขาดข้อมูลแนะนำที่เฉพาะเจาะจงสำหรับจุดหมายปลายทางนั้นๆ คือความยุ่งยากใจหลักในการวางแผนการเดินทาง
ในขณะเดียวกัน สิทธิประโยชน์และเครดิตเงินคืน (52%) อัตราแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ากว่า (51%) และฟีเจอร์ช่วยติดตามค่าใช้จ่าย (50%) ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคทั่วโลกเลือกใช้งานกระเป๋าเงินดิจิทัล
ความต้องการบริการด้านการท่องเที่ยวแบบครบวงจรภายในแอปก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างมากกับบริการจองโต๊ะและชำระค่าร้านอาหาร (61%) บริการจองการเดินทางแบบครบจบในที่เดียว (58%) การซื้อบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว (57%) และบริการจองรถโดยสารในท้องถิ่น (54%)
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังของผู้บริโภคในแต่ละตลาดยังคงมีความแตกต่างกัน โดยผู้บริโภคจากจีน ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีความต้องการแพลตฟอร์มที่มอบประสบการณ์แบบครบวงจรเบ็ดเสร็จในแอปเดียวสูงกว่าตลาดอื่น ในขณะที่กลุ่มผู้บริโภคจากญี่ปุ่นและเยอรมนี จะให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย ความโปร่งใส และความแน่นอนของขั้นตอนการชำระเงินมากกว่า
ผู้บริโภคเชื่อมั่น AI ในการค้นหาข้อมูล แต่ยังลังเลที่จะให้ทำธุรกรรมแทน
การเปิดรับเทคโนโลยี AI กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยผู้บริโภคถึง 81.3% มีการใช้เครื่องมือ AI เพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางและประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจะมีความระมัดระวังและเลือกใช้งานมากขึ้น เมื่อ AI ต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ช่วยค้นหาข้อมูลไปสู่การลงมือทำธุรกรรมจริง
แม้ว่าผู้บริโภค 73.2% จะเปิดกว้างในการใช้ AI เพื่อจองโรงแรมหรือเที่ยวบินในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แต่ความเชื่อมั่นกลับลดลงเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทเกี่ยวข้องกับการชำระเงินและการตัดสินใจโดยอัตโนมัติ โดยมีผู้บริโภคเพียง 26% เท่านั้นที่ระบุว่าสนใจให้ AI ทำหน้าที่ดังกล่าว
ถึงกระนั้น การเปิดรับการค้าที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก็ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในตลาดอย่างจีน มาเลเซีย และไทย โดยเมื่อสอบถามถึงการใช้เทคโนโลยีผู้ช่วย AI ด้านการเดินทางระหว่างทริป ผู้บริโภคทั่วโลกถึง 87.7% ให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ AI ที่เข้ามาช่วยจัดการเรื่องการจองและการปรับเปลี่ยนแผนการเดินทาง ตามด้วยการใช้ AI ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงินและการขอคืนเงิน (86.9%) รวมถึงการให้คำแนะนำและช่วยเหลือด้านการเดินทางแบบเรียลไทม์ (84.6%)
อันที่จริงแล้ว ช่องว่างระหว่างการใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลและการทำธุรกรรมนั้น เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นและสิทธิในการควบคุม โดยความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวยังคงอยู่ในระดับสูงทั่วโลก (43%) ขณะที่ผู้บริโภค 2 ใน 5 (43%) ระบุว่ายังลังเลที่จะใช้เทคโนโลยีผู้ช่วย AI เนื่องจากชื่นชอบการวางแผนท่องเที่ยวด้วยตนเองมากกว่า และอีก 1 ใน 3 (32%) ระบุว่ายังคงต้องการคำแนะนำจากมนุษย์มากกว่าเช่นกัน
ฟีกิน กล่าวเสริมว่า “โอกาสสำคัญในเรื่องนี้ คือการผสานรวมเทคโนโลยี AI เข้ากับระบบนิเวศที่มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมตามความต้องการได้อย่างไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความเชื่อมั่นและอำนาจในการตัดสินใจของผู้ใช้งานไว้ได้ตลอดเส้นทางการจับจ่าย”
สร้างรากฐานสู่ยุคแห่งการค้าด้วยเทคโนโลยีผู้ช่วยอัจฉริยะ
เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคก้าวสู่ยุคดิจิทัลและโมบายล์เฟิสต์มากขึ้น แอปพลิเคชันชำระเงินจึงกลายเป็นจุดศูนย์รวมของการจับจ่าย สิทธิประโยชน์ และบริการ AI ไปโดยปริยาย แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล
พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวผ่าน Alipay+ แพลตฟอร์มกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบครบวงจร ที่เชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานกว่า 2 พันล้านบัญชีจากพันธมิตรผู้ให้บริการชำระเงินระดับโลก 50 ราย เข้ากับร้านค้าในจุดหมายปลายทางกว่า 220 แห่งทั่วโลก ครอบคลุมทั้งการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดและระบบ NFC
นอกจากนี้ Alipay+ ยังได้ร่วมมือกับเครือข่ายการชำระเงินระดับชาติกว่า 10 แห่งทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชีย เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินที่ครอบคลุม และช่วยขับเคลื่อนการเติบโตให้กับร้านค้ารายย่อยในท้องถิ่นหลายล้านแห่ง
เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ก้าวต่อไปของการค้ายุค AI แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เปิดตัวชุดโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งสามารถทำงานสอดประสานกันได้อย่างลงตัว โดยออกแบบมาเพื่อช่วยให้พันธมิตรกระเป๋าเงินดิจิทัลสามารถยกระดับสู่การเป็นระบบนิเวศบนมือถือแบบครบวงจร โซลูชันดังกล่าวประกอบด้วย Alipay+ Agentic Mobile Protocol (AMP)
ซึ่งเป็นโอเพนซอร์สเฟรมเวิร์กระบบแรกของโลกที่รองรับการชำระเงินผ่านเทคโนโลยีผู้ช่วยอัจฉริยะบนมือถือ ควบคู่ไปกับเครื่องมืออื่นๆ อย่าง Alipay+ Super App Engine (ASAP 2.0), GenAI Cockpit และ Voyager AI แพลตฟอร์มผู้ช่วยนักท่องเที่ยวอัจฉริยะ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพให้พันธมิตรสามารถสร้างสรรค์โซลูชันที่ผสานเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ