20 ปี Game changer – SAFE Fertility Group พลิกวิกฤตสู่โอกาสกับภารกิจ 5 หมื่นครัวเรือน ย้ำพร้อมโตขึ้น 15% กับการเป็นหนึ่งในผู้นำ เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และด้านการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ระดับโลก

20 ปี Game changer – SAFE Fertility Group พลิกวิกฤตสู่โอกาสกับภารกิจ 5 หมื่นครัวเรือน ย้ำพร้อมโตขึ้น 15% กับการเป็นหนึ่งในผู้นำ เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และด้านการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ระดับโลก

5 ต.ค. 2026
นพ. วิวัฒน์ กว้างคณานุรักษ์ (ว.14960) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAFE Fertility Group PCL.  กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจของ SAFE  ต่อจากนี้ คือการตั้งเป้าขยายฐานการดูแลครอบครัวจาก 40,000 ครอบครัว สู่ 50,000 ครอบครัว ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า พร้อมผลักดันการเติบโตของรายได้เฉลี่ย 10-15% ต่อปี โดยมีกลยุทธ์สำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ การเติบโตของตลาด Preserve และ Prevent ที่คนรุ่นใหม่หันมาฝากไข่ ฝากสเปิร์ม และตรวจยีนกันมากขึ้น รวมถึงการขยายฐานคนไข้ต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนถึง 50% ของคนไข้ทั้งหมด
ทั้งนี้ การตั้งเป้าขยายการดูแลครอบครัวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จาก 40,000 ครอบครัว สู่ 50,000 ครอบครัว สะท้อนความเชื่อมั่นที่เติบโตต่อเนื่องในฐานะ Fertility Partner ของทุกครอบครัว รวมถึงสร้างรายได้โตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี จะมาจากการยกระดับบริการตลอด Full Patient Journey ควบคู่กับการขยายขอบเขตธุรกิจห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ผลักดันการเติบโตในภาพรวม
รวมถึงปรับและขยายพื้นที่การให้บริการมากขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ
และต่อยอดจากคลินิกสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ ด้วยการขยายขอบเขตธุรกิจสู่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ทางพันธุศาสตร์ ภายใต้บริษัท 
เน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค จำกัด (NGG Thailand) ให้บริการตรวจวิเคราะห์ด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และเวชศาสตร์มารดาและบุตร
แก่สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนชั้นนำ รวมถึงคลินิกสูตินรีเวชทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
ในโอกาสการก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ในการทำธุรกิจ บริษัทพร้อมพัฒนาเทคโนโลยีตรวจคัดกรองโครโมโซมตัวอ่อนอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีตรวจคัดกรองโครโมโซมตัว PGTseq มาให้บริการในประเทศไทยร่วมกับพันธมิตร JUNO Genetics จากสหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังได้นำบริษัทเข้า
จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2566 เพื่อสร้างความมั่นคงและมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการในระดับสากล
โดยทิศทางการเติบโตของบริษัทจะเดินหน้าภายใต้แนวคิด “The Next Chapter of Fertility” ซึ่งวางอยู่ภายใต้แนวคิด 3 ข้อ คือ Prepare (เตรียมพร้อม) Preserve (รักษาทางเลือก) และ Prevent (ป้องกันล่วงหน้า) เพื่อตอบโจทย์เส้นทางการมีบุตรของครอบครัวยุคใหม่
การทำตลาดเชิงรุกหนักของบริษัทสอดคล้องกับการเติบโตของภาพรวมตลาดโดย Global Market Insights เผยตัวเลขตลาด IVF ทั่วโลกได้ขยับจากราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่กว่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไปในทิศทางตลาด IVF ในไทย ที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ปัจจุบันตัวเลขการขยายตัวของตลาดไปแตะที่ระดับ 6,000 ล้านบาทแล้ว
ตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากของไทยในปี 2568 คาดมีมูลค่าราว 6.1 พันล้านบาท ขยายตัว 3.1% จากความต้องการใช้บริการที่ยังเพิ่มขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสอดคล้องไปกับเทรนด์โลก แต่ชะลอลงจากปีก่อนที่โต 4.3% ตามจำนวนผู้มารับบริการต่างชาติที่โตช้าลง รวมถึงมีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจกำลังซื้อที่ลดลงของคนในประเทศ
ในปี 2568 มูลค่าตลาดผู้รับบริการชาวไทย คาดว่าจะขยายตัว 2.8% จากค่านิยมมีบุตรช้าลง และปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ที่มีความซับซ้อนและมีสาเหตุมาจากเพศชายมากขึ้น ทำให้ต้องพึ่งพาวิธีการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่ มูลค่าตลาดผู้รับบริการชาวต่างชาติ คาดว่าจะขยายตัว 3.5% โดยมีแรงหนุนจากราคาและคุณภาพบริการที่ยังโดดเด่น รวมถึงการขยายตลาดใหม่ของธุรกิจ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน จากเดิมที่คนไข้เข้ารับบริการ IVF เป็นรอบๆ จบเป็นครั้งๆ ไป สู่การใช้บริการแบบ Full Patient Journey ตั้งแต่การประเมินภาวะเจริญพันธุ์ตั้งแต่อายุน้อย การเก็บรักษาเซลล์สืบพันธุ์ การตรวจคัดกรองพันธุกรรม ไปจนถึงการย้ายตัวอ่อนแช่แข็งในวันที่พร้อม ซึ่งสะท้อนมุมมองใหม่ที่มองการมีบุตรเป็นการลงทุนซื้อเวลาและบริหารความเสี่ยงให้กับครอบครัว
เมื่อ 20 ปีก่อน ญี่ปุ่นมีเด็กเกิดใหม่มากกว่า 1 ล้านคน แต่มีเพียงราว 19,000 คนเท่านั้นที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 ใน 56 คน ขณะที่ปัจจุบัน แม้อัตราการเกิดโดยรวมของญี่ปุ่นจะลดลงเหลือไม่ถึง 7 แสนคน แต่จำนวนเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กลับเพิ่มขึ้นเป็น 86,000 คน หรือคิดเป็น 1 ใน 8 คนของเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด
ในขณะที่ ปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2568–2569) อัตราการเกิดโดยรวมของไทยวิกฤตหนักและดิ่งลงต่ำสุดในรอบ 75 ปี เหลือเพียงราว 4.1 แสนคนต่อปี (และน้อยกว่าจำนวนคนตายต่อเนื่องเป็นปีที่ 5) แต่ในทางกลับกัน มูลค่าตลาดและอัตราการพึ่งพาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ของไทยกลับเติบโตสวนทางอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันคาดการณ์ว่ามีเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีทางการแพทย์เหล่านี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 8,000 คนต่อปี (คำนวณค่าประมาณจากข้อมูลการรักษาเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ของกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขปี 2567 หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 50 คน ของเด็กที่เกิดใหม่ทั้งหมดในไทย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสัดส่วนสูงขึ้นเรื่อยๆ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SAFE Fertility Group กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า เป้าหมายของ SAFE ไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่คือการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น Regional Fertility Hub ที่ครอบครัวทั่วทั้งภูมิภาคไว้วางใจ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างครอบครัวคุณภาพของสังคมอย่างแท้จริง
© 2026 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.