ผียักษ์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ “Spooky Boo” การตลาดชิงพื้นที่ในใจลูกค้า ตั้งแต่ฮาโลวีนถึงคริสต์มาส

ผียักษ์หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ “Spooky Boo” การตลาดชิงพื้นที่ในใจลูกค้า ตั้งแต่ฮาโลวีนถึงคริสต์มาส

31 ต.ค. 2026
ช่วงนี้ของปีที่แล้วหลาย ๆ คนเคยตั้งคำถามว่าทำไมเซ็นทรัลเวิลด์
ถึงเอาต้นคริสต์มาสสูง 40 เมตรมาตั้งหน้าลานศูนย์การค้าตั้งแต่เดือน “ตุลาคม”
ก่อนที่เซ็นทรัลพัฒนาจะเฉลยด้วยการเอาผ้าขาวผืนใหญ่มาคลุมทับต้นคริสต์มาส
แล้วใส่ตาโต ๆ ให้เหมือนผีเข้ากับธีมฮาโลวีน แล้วตั้งชื่อว่า “Spooky Boo”
พอหมดช่วงฮาโลวีนเซ็นทรัลเวิลด์ก็เอาผ้าคลุมออกแล้วตกแต่งต้นคริสต์มาส
ยาวไปจนถึงสิ้นปีแบบจัดเต็มตามเดิม
ผลก็คือลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์สามารถดึงคนให้เข้ามาเดิน มาถ่ายรูปแชร์ต่อได้
ตั้งแต่เดือนตุลาคมยาวไปจนถึงช่วงสิ้นปี
จนเรื่องนี้กลายเป็นที่พูดถึงกันว่า เป็นการตลาดที่ฉลาดมาก ๆ ของเซ็นทรัลเวิลด์
เพราะต้นคริสต์มาสแค่ต้นเดียว แต่กลับใช้แย่งพื้นที่ในใจลูกค้าได้ตั้งหลายเดือน
จนไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา Spooky Boo ก็กลับมาอีกครั้ง
ซึ่งก็เรียกกระแสได้ไม่ต่างจากครั้งก่อนเลย
น่าสนใจมาก ๆ ว่า การตลาดครั้งนี้ของเซ็นทรัลเวิลด์เป็นอย่างไร ?
MarketThink จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังแบบสนุก ๆ
สิ่งที่เซ็นทรัลเวิลด์ทำอยู่ ถ้าเอาภาษาการตลาดหน่อยเขาจะเรียกว่าการสร้าง
“Festive Destination” หรือแลนด์มาร์กที่คนตั้งตารอกันทุกเทศกาล
พูดง่าย ๆ คือแทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าคิดว่าฮาโลวีนไปไหนดี, คริสต์มาสไปไหนดี
หรือไปเคานต์ดาวน์ที่ไหนดี ?
ก็เปลี่ยนมาทำให้ลูกค้าคิดว่าเทศกาลนี้ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์กำลังมีอะไรเจ๋ง ๆ รออยู่แทน
วิธีที่เซ็นทรัลเวิลด์ใช้ก็คือ ทำศูนย์การค้าของตัวเองให้เป็นมากกว่า Shopping Destination ที่คนแค่มาซื้อของแล้วกลับบ้าน แต่เป็น The Destination of Happiness ที่คนมาหาความสุขแล้วกลับบ้านแทน
ด้วยการสร้างแลนด์มาร์กที่ให้ประสบการณ์ที่ดีกับคนทุกกลุ่มไว้ที่ศูนย์การค้า
และที่สำคัญคือแลนด์มาร์กนั้นต้องเล่นใหญ่มากพอให้คนจำได้ด้วย
สำหรับปี 2026 นี้เซ็นทรัลพัฒนาเริ่มใช้ “Spooky Boo & Friends 2026” ผียักษ์ตัวเดียวกับปีที่แล้ว
แต่เพิ่มเติมคือน้องกลับมาพร้อมแก๊งเพื่อน Spooky Boo ตัวจิ๋ว ๆ เต็มไปหมด
พร้อมมีไฟประดับที่เรียกความสนใจให้ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
และอย่างที่บอกไปว่าเซ็นทรัลเวิลด์ตั้งเป้าไว้ ไม่ว่าจะเป็นแลนด์มาร์กอะไรก็ต้องให้ประสบการณ์ดี ๆ
กับลูกค้าทุกกลุ่มได้ด้วย
เราเลยเห็นการจัดอิเวนต์รัว ๆ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป
ตลอดเวลา
ซึ่งตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า เราก็จะเห็นเซ็นทรัลเวิลด์าสร้างแลนด์มาร์กใหม่ ๆ พร้อมกับหากิจกรรมแบบนี้มาทำอย่างต่อเนื่อง
โดยหลังจากจบเทศกาลฮาโลวีนทางเซ็นทรัลเวิลด์ก็เตรียมสร้างแลนด์มาร์ก
ไว้รอช่วง Christmas & Year End Celebration เรียบร้อยแล้ว
ซึ่งปีนี้มาในธีม “Disney Pixar - A Celebration of Wonders centralwOrld 2027”
หรือธีมดิสนีย์แบบที่หลายคนรอคอยเหมือนเดิม
แต่รอบนี้จัดใหญ่กว่าเดิม มาพร้อมคาแรกเตอร์ดิสนีย์แน่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น
รถฟักทอง จาก Cinderella
หอคอยของเจ้าหญิง Rapunzel และเส้นผมสีทองที่เรืองแสงเมื่อสัมผัส จาก Tangled
พ็อปอัปจาก Woody, Buzz Lightyear, Jessie, Little Green Men จาก Toy Story 5
ปราสาทน้ำแข็งของราชินีเอลซ่า จาก Frozen
ทั้งหมดนี้มีฉากหลังเป็นต้นคริสต์มาสยักษ์ขนาด 40 เมตร และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์
ในช่วงระหว่างวันที่ 12 พฤศจิกายน 2026 ถึง 3 มกราคม 2027
ถึงตรงนี้หลายคนน่าจะเห็นแล้วว่าเซ็นทรัลพัฒนาปั้นศูนย์การค้าของตัวเอง
ให้เป็น Festive Destination ได้อย่างไร ?
ซึ่งคำตอบมันก็ไม่ได้อยู่ที่ผียักษ์หรือต้นคริสต์มาส แต่อยู่ที่วิธีการคิด
และทำซ้ำไปเรื่อย ๆ ให้ได้ต่อเนื่องทุกปีต่างหาก
ทำให้ไม่ว่าเทรนด์ในช่วงเวลานั้น ๆ จะเป็นแบบไหน หรืออยู่ในเทศกาลอะไร
คนก็จะเริ่มชินแล้วว่าลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์จะต้องมีอะไรเจ๋ง ๆ รออยู่แน่
เกิดเป็นนิสัยต้องคอยเช็กว่าปีนี้เซ็นทรัลเวิลด์จัดอะไร
ซึ่งนี่คือสิ่งที่แบรนด์ส่วนใหญ่อยากได้ แต่ซื้อด้วยงบโฆษณาก้อนเดียวไม่ได้
เพราะต้องใช้เวลาสะสมกันเป็นปี ๆ
เซ็นทรัลเวิลด์เลยถูกมองว่าเป็น “The Original Festive Destination” ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกการเล่นใหญ่กับเทศกาลแบบจริงจัง แล้วยังเป็น King of Festive ทั้งฮาโลวีน คริสต์มาส ไปจนถึงเคานต์ดาวน์มาจนถึงตอนนี้นั่นเอง
และที่น่าสนใจคือ.. คนที่มาก็ไม่ได้มีแค่คนไทย แต่ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ที่แวะมาถ่ายรูปที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วแชร์ต่อออกไปทั่วโลก
กลยุทธ์แบบนี้ของเซ็นทรัลเวิลด์เลยไม่ใช่แค่การดึงคนเข้าศูนย์การค้าแล้ว
แต่น่าจะถึงขั้นช่วยสร้างภาพจำในระดับของ “เมือง” อย่างกรุงเทพฯ
ให้คนอยากมาเที่ยว และอยากมาดูลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์มากขึ้นเรื่อย ๆ..
© 2026 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.