Nose Tea เปิดแบรนด์ที่ 3 “รัชนี” ชาขนมไทยจากข้าวท้องถิ่น ปักหมุดเซ็นทรัลลาดพร้าว ปลาย พ.ย. นี้ ตั้งเป้า 5 สาขาในปี 2570

Nose Tea เปิดแบรนด์ที่ 3 “รัชนี” ชาขนมไทยจากข้าวท้องถิ่น ปักหมุดเซ็นทรัลลาดพร้าว ปลาย พ.ย. นี้ ตั้งเป้า 5 สาขาในปี 2570

6 พ.ย. 2026
Nose Tea แบรนด์ชาชีสที่มีกว่า 40 สาขาทั่วประเทศ เปิดตัว “รัชนี” (Ratchanee) แบรนด์ลำดับที่ 3 ในนิยาม “ชาขนมไทย” ที่นำขนมไทยซึ่งคนไทยคุ้นเคยตั้งแต่เด็กอย่างบัวลอยไข่หวาน ข้าวเหนียวเปียกลำไย และขนมเบื้อง มาตีความใหม่เป็นชาที่ทั้งดื่มและเคี้ยวได้ในแก้วเดียว โดยมีข้าวไทยจากท้องถิ่นต่าง ๆ เป็นหัวใจของทุกแก้ว ราคา 100–140 บาท เตรียมเปิดสาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น G พร้อมตั้งเป้าขยายให้ครบ 5 สาขาภายในปี 2570 
ปัจจุบันตลาดชานมในไทยมีมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินโดนีเซีย และคนไทยดื่มชานมเฉลี่ยบ่อยที่สุดในภูมิภาค ตามรายงานของ Momentum Works ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าตลาดร้านเครื่องดื่มโดยรวมในปี 2569 จะมีมูลค่าราว 94,000 ล้านบาท โตร้อยละ 5.1 จากปีก่อน แม้กำลังซื้อยังเปราะบาง 
กชณิชา ฐิติชนาโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nose Tea เปิดเผยว่า “ขนมไทยเป็นรสชาติที่คนไทยทุกคนมีความทรงจำร่วมกัน แต่ชีวิตคนเมืองไม่ได้มีเวลานั่งกินขนมเป็นถ้วยทุกวัน รัชนีจึงนำรสที่ทุกคนรู้จักมาอยู่ในรูปแบบที่หยิบเข้ามาในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น และเราออกแบบตั้งแต่วันแรกให้แก้วนี้พาขนมไทยไปต่างประเทศได้ ข้าวที่บอกได้ว่ามาจากจังหวัดไหน ในรูปแบบที่ถือเดินได้ทุกเมือง และชื่อไทยที่ใครก็เรียกได้ ทั้งหมดคิดไว้เพื่อวันนั้น”
“รัชนีนิยามตัวเองว่าเป็น “ชาขนมไทย” คือชาที่ใช้ขนมไทยเป็นแรงบันดาลใจ แล้วเล่าใหม่ในมุมที่ทันสมัยขึ้น รสชาติจึงไม่ได้จำลองขนมชนิดนั้นมาทั้งหมด แต่นำกลิ่น รส และเนื้อสัมผัสที่เป็นหัวใจของขนมมาจัดวางเป็นชั้น ๆ ในแก้ว ดูดขึ้นมาทีละชั้นแล้วรู้ทันทีว่ากำลังกินอะไรอยู่ คำว่าทันสมัยในที่นี้ไม่ได้แปลว่าทิ้งรสที่คนจำได้ แต่คือการเปลี่ยนรูปแบบการกิน จากขนมที่ต้องนั่งกินเป็นถ้วย มาเป็นแก้วที่ถือเดินในห้างได้ สั่งส่งถึงบ้านได้ และมีหน้าตาที่คนรุ่นใหม่อยากถ่ายรูป ขณะที่ข้าว กะทิ และน้ำตาลมะพร้าวที่อยู่ในแก้วยังคงใช้วัตถุดิบจริงจากท้องถิ่นไทย”
สิ่งที่ทำให้รัชนีต่างจากร้านชานมทั่วไปคือ “ข้าว” แต่ละเมนูเลือกข้าวคนละพันธุ์จากคนละท้องถิ่น ตั้งแต่ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวเหนียวสันป่าตองเชียงใหม่ ข้าวกล้องผกาอำปึลสุรินทร์ ไปจนถึงข้าวเหนียวดำลืมผัวจากภาคอีสาน เหตุผลที่ไม่ใช้ข้าวชนิดเดียวทั้งร้าน เพราะขนมไทยแต่ละอย่างต้องการเนื้อสัมผัสคนละแบบ บัวลอยต้องหนึบ ข้าวเหนียวเปียกต้องนุ่มแต่ไม่แฉะ แผ่นข้าวกรอบต้องหอม ซึ่งข้าวพันธุ์เดียวให้ครบไม่ได้ ทุกแก้วจึงบอกได้ว่าข้าวมาจากไหน และทำไมต้องเป็นข้าวสายพันธุ์นั้น 
สำหรับเมนูของรัชนีมีทั้งชาขนมไทยและชาผลไม้ โดยชูสามแก้วเป็นหน้าตาของแบรนด์ ทุกแก้วจัดเป็นชั้น ท็อปปิ้งอยู่ก้นแก้ว ตัวชาอยู่ตรงกลาง และหน้าแก้วให้กลิ่นกับรสแรก ดูดขึ้นมาทีละชั้นจึงได้ขนมชนิดนั้นในมุมใหม่ 
ชาบัวลอยไข่หวาน (140 บาท) เมนูชูโรง เปิดฝามาเจอคาราเมลสีทองบนโฟมไข่หวาน ก้นแก้วเป็นบัวลอยโมจิเผือกจากข้าวเหนียวเขี้ยวงู จังหวัดเชียงราย
ชาข้าวเหนียวเปียกลำไย (140 บาท) ชาหอมหวานเนื้อนุ่มข้น ก้นแก้วคือข้าวเหนียวเปียกลำไยจากข้าวเหนียวสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
ชาขนมเบื้อง (120  บาท) เป็นเมนูที่ถูกถามมากที่สุดว่าทำได้อย่างไร รัชนีไม่ได้นำขนมเบื้องไปปั่น แต่หยิบสิ่งที่ทำให้ขนมเบื้องเป็นขนมเบื้องมาสามอย่าง คือความกรอบจากแผ่นข้าวหอมที่ทำจากข้าวกล้องผกาอำปึล จังหวัดสุรินทร์ ความหอมมันจากมะพร้าวอบกรอบ และความหวานฟูเบาจากเมอแรงค์น้ำตาลมะพร้าว โรยอยู่บนชา ส่วนก้นแก้วซ่อนโมจิน้ำจากข้าวเหนียวดำลืมผัวไว้ให้เคี้ยว
ทุกเมนูเลือกชาได้ 3 แบบ คือชานม ชามะลิ และชาไทย เลือกความหวานได้ 4 ระดับ และเลือกแบบเย็นหรือปั่นในราคาเดียวกัน
กชณิชากล่าวปิดท้ายว่า Nose Tea ตั้งเป้าขยายรัชนีให้ครบ 5 สาขาภายในปี 2570 โดยปีแรกจะเน้นศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ ก่อนขยายไปย่านที่อยู่อาศัยและหัวเมืองใหญ่ในระยะถัดไป 
“เราไม่ได้เร่งขยายจำนวนสาขา แต่อยากให้ร้านแรกพิสูจน์ก่อนว่าคนไทยรักรัชนีจริง 5 สาขาในปีหน้าคือการบ้านข้อแรก ถ้าตอบโจทย์นี้ได้ การขยายจะตามมาเอง”
© 2026 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.