ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจคนอยากมีบ้าน ทามกลางสถานการณ์โควิด

ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจคนอยากมีบ้าน ทามกลางสถานการณ์โควิด

1 ส.ค. 2020
ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เผยผลการสำรวจ Consumer Sentiment Study H2 2020 ของแต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียน ชี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไหว แต่ค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่ต้องการบ้านเพื่ออยู่อาศัยเองยังไม่พับแผนซื้อ แต่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการตัดสินใจซื้ออสังหาฯ
นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทยของ ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า
“แม้ภาคธุรกิจและสังคมของหลายประเทศจะเริ่มกลับมาเข้าสู่ภาวะปกติ
แต่อย่าลืมว่าเรายังคงอยู่กันภายใต้บททดสอบที่ไม่สามารถวัดผลได้ และเราอาจจะได้เห็นคลื่นการหยุดชะงักอีกครั้งหากมีการระบาดรอบใหม่
รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงต้องอาศัยเวลาในการฟื้นตัว หลังจากสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ของธนาคาร ซึ่งจะเข้าสู่สนามทดสอบของจริง เพราะตัวเลขคนว่างงานที่ยังสูงขึ้นต่อเนื่อง จะส่งผลต่อสถานะทางการเงินที่เปราะบางของประชากรในแต่ละประเทศด้วย
ดังนั้นการสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นตัวและเสถียรภาพให้กับธุรกิจถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากที่ผู้ประกอบการทุกอุตสาหกรรมต้องนำมาพิจารณา แม้จะต้องเผชิญภาวะขาดสภาพคล่อง แต่ต้องมั่นใจว่าจะสามารถประคองธุรกิจไปต่อด้วยกลยุทธ์ที่รอบคอบ”
โดยสามารถสรุปผลสำรวจในตลาดอสังหาฯ ของประเทศต่างๆ ได้ดังนี้
-ประเทศไทย
75% ของผู้บริโภคชาวไทย ตัดสินใจชะลอการซื้อขายอสังหาฯ
และ 79% มองว่าราคาอสังหาฯ เป็นอุปสรรคสำคัญในการซื้อบ้าน
อย่างไรก็ตาม พบว่า ผู้บริโภคถึง 63% ให้ความสนใจและพิจารณาซื้อบ้านผ่านการประมูล
เนื่องจากผู้ซื้อที่มีความพร้อมมองว่า อสังหาฯ มือสองที่เปิดให้ประมูลเหล่านี้ มักอยู่ในทำเลที่หาโครงการใหม่เปิดตัวได้ยาก หรือหากมีก็จะมีราคาที่สูงมาก
ทำให้โครงการเหล่านี้ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของทำเล และราคาที่เอื้อมถึงได้ง่ายมากกว่า
และหากมองในอนาคตก็มีแนวโน้มเติบโตมากยิ่งขึ้นด้วย
-สิงคโปร์
55% ของชาวสิงคโปร์ มองว่าความไม่แน่นอนของราคาอสังหาฯ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อบ้าน
โดยผู้บริโภคหวังจะเห็นราคาบ้านที่ถูกลง ขณะที่ผู้ประกอบชะลอการขายอสังหาฯ เพื่อรอรับผลตอบแทนที่ดีกว่าในภายหลัง
การสำรวจถึงพฤติกรรมผู้บริโภค ยังพบว่า 42% ค่อนข้างให้ความสนใจในเรื่องราคาเป็นพิเศษ
และ 82% ของผู้ทำแบบสำรวจสนใจบ้าน/คอนโดฯ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อยลง ถ้าหากได้ราคาดี
อย่างไรก็ดีภายในปีหน้า ผู้บริโภค 40% ตั้งใจซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัยเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภคที่ปัจจุบันเป็นผู้เช่า (60%) และผู้ที่ยังอยู่อาศัยกับพ่อแม่ (76%)
-มาเลเซีย
52% ของชาวมาเลเซีย มีความตั้งใจที่จะซื้อเพื่อการอยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีหลัง และหลังโควิด-19 และ 42% ซื้อเพื่อลงทุน
โดยอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือ หลังการประกาศขยายเวลาล็อกดาวน์ในประเทศ
ส่งผลให้ผู้บริโภควัยทำงาน ครอบคลุมทั้งกลุ่มมิลเลนเนียล (อายุระหว่าง 22-29 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่) และกลุ่มผู้เช่าในปัจจุบัน เริ่มสนใจซื้อบ้าน เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
โดยผลสำรวจพบกลุ่มผู้เช่า (51%) และคนที่ยังอาศัยอยู่กับครอบครัว (44%) ยังเดินหน้าซื้อบ้าน และมองว่าการระบาดของโควิด-19 ไม่เป็นอุปสรรคในการซื้อบ้าน
ส่วนปัญหาที่ชาวมาเลเซียเผชิญ นอกจากความผันผวนของราคา และความล่าช้าในการซื้อบ้านแล้ว
ยังมีในเรื่องของการเข้าเยี่ยมชมบ้านตัวอย่าง เนื่องจากต้องการเข้าชมโครงการจริง มากกว่าการดูผ่านออนไลน์
-อินโดนีเซีย
ประมาณ 60% ของชาวอินโดนีเซีย ตัดสินใจชะลอการซื้อขายอสังหาฯ ออกไปชั่วคราว เนื่องจากต้องการเก็บเงินไว้ก่อนในช่วงนี้ และจะกลับมาซื้ออสังหาฯ ในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ไปจนถึงปีหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามากกว่า 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถาม จะพิจารณาความสามารถในการผ่อนชำระของตัวเองเป็นอย่างดี แต่รายได้ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการซื้ออสังหาฯ
โดยพบว่า 51% มีเงินดาวน์ไม่เพียงพอ ขณะที่ 46% มีความกังวลเรื่องรายได้ที่ไม่แน่นอน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการขอสินเชื่อ
จะเห็นได้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังพิจารณาที่จะซื้ออสังหาฯ อยู่
โดยเฉพาะผู้ที่เช่าที่อาศัยอยู่ และอาศัยอยู่กับพ่อแม่ มีแนวโน้มที่จะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และปี 2564
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.