เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ชูกลยุทธ์ ONE PLATFORM แพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจร

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ชูกลยุทธ์ ONE PLATFORM แพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจร

20 ต.ค. 2020
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT”
เปิดเกมรุกเดินหน้าธุรกิจ ด้วยการสร้าง One Platform ที่ผสานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 3 กลุ่ม ครอบคลุมอสังหาฯ เพื่อที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม เข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียวกัน
โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนาธุรกิจศักยภาพสูงของทุกกลุ่ม ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกัน (Synergy)
เพื่อสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจที่สนับสนุนการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนของบริษัทฯ
ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถกระจายความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ
ด้วยการบริหารสินทรัพย์หลากหลายประเภทที่มีลูกค้าหลายกลุ่ม (Diversification)
นายธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Country Chief Executive Officer) บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า
“การผนึก 3 กลุ่มธุรกิจศักยภาพสูงเข้าไว้ในแพลตฟอร์มเดียวกัน จะสร้างความแข็งแกร่งและส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจของ ทำให้บริษัทฯ สามารถขยายขีดความสามารถในการส่งมอบสินค้าและบริการ
พร้อมข้อเสนอทางการตลาดที่โดดเด่น และแตกต่างจากผู้พัฒนาอสังหาฯ รายอื่นในประเทศ
ด้วยแนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่ให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric)”
หัวใจสำคัญของการก้าวกระโดดสู่ความสำเร็จ คือ กลยุทธ์ “One Platform”
ที่ทำให้บริษัทฯ สามารถให้บริการด้านอสังหาฯ ได้อย่างครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า
โดยการรวมกันบนแพลตฟอร์มเดียว จะเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่บริษัทฯ
เพราะจะมีรายได้จากหลายช่องทาง และรายได้ประจำ (Recurring Income) เพิ่มมากขึ้น
บริษัทฯ จะดำเนินตามแผน ONE-TO-THREE ซึ่งหมายถึง
“ONE platform TOwards being a trusted brand and the top THREE in all asset classes”
หรือ การรวมธุรกิจเป็นหนึ่งเดียว ด้วยแพลตฟอร์มอสังหาฯ ครบวงจร เพื่อมุ่งสู่การเป็นบริษัทอสังหาฯ ชั้นนำระดับ Top 3 ของทุกกลุ่มธุรกิจ ในปี 2566
ทั้งนี้ ธุรกิจหลักของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย มีดังนี้ :
-กลุ่มธุรกิจ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม”
ดำเนินธุรกิจอสังหาฯ เพื่อที่อยู่อาศัยในแนวราบ ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่
โดยตั้งเป้าในการขยายไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮม นับเป็นผู้นำอันดับ Top 5 ของประเทศสำหรับกลุ่มธุรกิจเพื่อที่อยู่อาศัย มีโครงการที่พักอาศัยคุณภาพสูงรวม 59 โครงการในหลายทำเล ครอบคลุมทุกระดับราคา ภายใต้แบรนด์โกลเด้น เช่น โกลเด้นทาวน์, โกลเด้นซิตี้, โกลเด้น นีโอ, โกลเด้น วิลเลจ, โกลเด้น อเวนิว, โกลเด้น เพรสทีจ และ เดอะ แกรนด์
ธุรกิจกลุ่มโฮม มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 70,000 ล้านบาท
และมีรายได้ 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม - กันยายน) รวม 11,100 ล้านบาท
-กลุ่มธุรกิจ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล”
ดำเนินธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นการส่งมอบโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าแต่ละราย
ซึ่งโรงงานและคลังสินค้าของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล
มีทั้งแบบพร้อมให้เช่า (Ready-Built) และแบบสร้างตามความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit) บนทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์กว่า 50 ทำเล ทั้งในนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม เขตส่งเสริมอุตสาหกรรม และพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพในประเทศไทย
โดยปัจจุบันมีพื้นที่โรงงานรวม 1.2 ล้านตารางเมตร พื้นที่คลังสินค้ารวม 1.8 ล้านตารางเมตร คิดเป็นพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการรวม 3 ล้านตารางเมตร
และมีรายได้ 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม - กันยายน) รวม 1,700 ล้านบาท
นอกจากนี้ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย
ยังเป็นผู้สนับสนุนและผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ หรือ FTREIT
ซึ่งเป็นกองทรัสต์อุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
มีมูลค่าอสังหาฯ ภายใต้การจัดการ มากกว่า 42,000 ล้านบาท
โดยมีประเภทของทรัพย์สินคือโรงงานและคลังสินค้ารวม 620 ยูนิต
-กลุ่มธุรกิจ “เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล”
อสังหาฯ เชิงพาณิชยกรรม ประกอบด้วย อาคารสำนักงานให้เช่า รีเทล โรงแรมและเซอร์วิส อะพาร์ตเมนต์ รวมถึงโครงการมิกซ์ยูส ที่ทั้งหมดล้วนตั้งอยู่ในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ
โครงการที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ อาคารโครงการสามย่านมิตรทาวน์, อาคารเอฟวายไอ เซ็นเตอร์, อาคารสาทรสแควร์, อาคารปาร์คเวนเชอร์, อาคารโกลเด้นแลนด์, โรงแรม ดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ และ ดิ แอสคอท สาทร แบงคอก
ปัจจุบันกลุ่มคอมเมอร์เชียล มีอาคารสำนักงาน และโครงการมิกซ์ยูสรวม 5 แห่ง คิดเป็นพื้นที่รวม 240,000 ตารางเมตร และมีห้องในโรงแรมและเซอร์วิส อะพาร์ตเมนต์ จำนวน 1,100 ห้อง
และมีรายได้ 9 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม - กันยายน) รวม 1,200 ล้านบาท
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.