โออิชิ เปิดร้านใหม่ “ซาคาเอะ” ชาบู-ชาบู และสุกี้ญี่ปุ่น (à la carte)

โออิชิ เปิดร้านใหม่ “ซาคาเอะ” ชาบู-ชาบู และสุกี้ญี่ปุ่น (à la carte)

2 พ.ย. 2020
เจาะตลาดพรีเมียม ในกลุ่มเป้าหมายระดับกลางขึ้นไป เติมเต็มพอร์ตกลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือ โออิชิ ให้ครอบคลุมมากขึ้น
คุณไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยข้อมูลว่า “ความเคลื่อนไหวล่าสุดของโออิชิ คือแนวทางในการเสริมภาพลักษณ์ความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มร้านอาหารญี่ปุ่น ภายใต้กลยุทธ์การตลาดเชิงรุก
นั่นคือ คือการ Spin-Off Brands ให้ครบทุกกลุ่มตลาด เน้นการสร้างแบรนด์ใหม่ เจาะตลาดใหม่ – เซกเมนต์ใหม่ และจับกลุ่มเป้าหมายใหม่ ด้วยการเปิดตัว “ซาคาเอะ” (SAKAE : The Signature Taste of Shabu Shabu and Sukiyaki)
ชาบู-ชาบู และสุกี้ญี่ปุ่น ที่มีจุดเด่น ดังนี้
1) วัตถุดิบ
จุดเด่นของวัตถุดิบคือ 
-เนื้อวากิว ระดับ A4 (Japanese Wagyu (A4) Beef) 
-เนื้อวากิว ระดับ F1 (Japanese Tokusen Wagyu (F1) Beef)
-เนื้อซาคาเอะ ซิกเนเจอร์ (Sakae Signature Beef) หรือเนื้อส่วนสันคอวัว
จัดเสิร์ฟเป็นชุดต่อท่าน พร้อมเครื่องเคียง และน้ำซุปต้นตำรับ 
ซึ่งมีให้เลือก 2 สูตร คือ น้ำซุปน้ำใส รสชาติเบาแต่กลมกล่อม (สำหรับชาบู-ชาบู) หรือ น้ำซุปน้ำดำ รสชาติเข้มข้น (สำหรับสุกี้ยากี้)
2) รูปแบบร้าน
การจัดวางเลย์เอาท์ภายในร้าน จะเป็นโต๊ะรูปวงรีที่มีพนักงานคอยบริการและอำนวยความสะดวกอยู่ตรงกลาง มีจำนวน 3 โต๊ะ 3 จุด จุด A รองรับผู้ใช้บริการได้ 28 คน จุด B และ จุด C รองรับได้จุดละ 20 คน รวมรองรับผู้มาใช้บริการได้ทั้งหมด 68 คน
3) โลเคชั่น
เนื่องจากซาคาเอะ เป็นชาบู-ชาบู และสุกี้ญี่ปุ่น ที่จับกลุ่มตลาดกลางไปจนถึงตลาดระดับบน จึงมียุทธศาสตร์ในการวางสาขาในพื้นใจกลางเมือง และ Mixed-use เป็นหลัก
โดยซาคาเอะ ตั้งเป้าขยายสาขาอีก 4 สาขา ภายในสิ้นปี 2564..
ซึ่งถ้าวิเคราะห์แบรนด์พอร์ตฟอลิโอของโออิชิ จะพบว่า 
แบรนด์ร้านอาหารในเครือโออิชิ มีความหลากหลาย ตั้งแต่
-ร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant “QSR”) 
-ร้านอาหารระดับกลาง (Casual Dining)
-ร้านอาหารระดับบน (Fine-Dining)
-บริการจัดส่งอาหารถึงบ้าน (Home Delivery) ผ่านแพลตฟอร์ม โออิชิ เดลิเวอรี่ 
และร่วมกับแอปฯ ฟู้ด เดลิเวอรี่ (foodpanda, GrabFood, LINE MAN, และล่าสุด Robinhood)
ทั้งหมดคือ Core Value ของโออิชิในการทำร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งประกอบด้วย
1) การเจาะกลุ่มตลาดให้ครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่เซกเมนต์ตลาดแมส (Mass), ตลาดพรีเมียมแมส (Premium Mass) ไปจนถึงตลาดพรีเมียม (Premium)
2) การสร้างแบรนด์ที่สามารถเข้าถึงทุกช่วงเวลาของการรับประทานอาหารของผู้บริโภคได้ ทั้งมื้อหลัก (Meal) และมื้อรอง (Light Meal) ในแต่ละวัน
3) ขยายขีดความสามารถของแบรนด์ ให้มีครบทั้งอาหาร และขนม-เครื่องดื่มสำหรับมื้อรองระหว่างวัน
4) ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย เช่น OISHI Delivery บริการส่งอาหารตรงถึงบ้าน หรือ ชาบูชิ โมเดล 24 ชั่วโมง ที่รองรับความต้องการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.