ชุดนักเรียน ตราสมอ กับ น้อมจิตต์ ใครขายดีกว่ากัน ?

ชุดนักเรียน ตราสมอ กับ น้อมจิตต์ ใครขายดีกว่ากัน ?

20 ธ.ค. 2020
เวลาพูดถึงชุดนักเรียน เราจะนึกถึงแบรนด์อะไร ?
ก็คงจะหนีไม่พ้น “ตราสมอ” กับ “น้อมจิตต์”
2 แบรนด์ ที่ผุดขึ้นมาในหัวของเราทันที
ซึ่งนอกจากเรื่องของชื่อเสียงและความคุ้นเคยแล้ว
ทั้ง 2 แบรนด์นี้ ยังครองส่วนแบ่งในตลาดชุดนักเรียนมากที่สุดอีกด้วย
แล้วแต่ละแบรนด์มียอดขายเท่าไร และแบรนด์ไหน มียอดขายมากกว่ากัน ?
ก่อนจะไปหาคำตอบนั้น
เรามาเริ่มเข้าห้องเรียน เพื่อเรียนวิชาประวัติศาสตร์กัน
โดยเริ่มจาก เปิดหนังสือไปที่บท “ตราสมอ”
ในปี พ.ศ. 2500 หรือ 63 ปีก่อน สองสามีภรรยา คุณกิตติ ศิริปทุมมาศ และ คุณลักษมณ์สุนีย์ ศิริปทุมมาศ
พวกเขาเห็นว่าธุรกิจเสื้อผ้ามีแนวโน้มเติบโตได้ดี จึงอยากลองทำธุรกิจนี้ดู
ทั้งคู่เริ่มต้นธุรกิจ ด้วยการสร้างโรงงานเล็กๆ เป็นห้องแถว 8-10 ห้อง ในย่านสำเหร่ เพื่อตัดเย็บเสื้อกันหนาว เสื้อร่ม เสื้อเชิ้ตผู้ชาย ส่งขายตามจังหวัดหัวเมืองต่างๆ
ด้วยความที่เสื้อผ้าที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นสินค้าตามฤดูกาล ตามสภาพอากาศ ซึ่งมียอดขายไม่แน่นอน บางปีขายดี บางปีขายไม่ได้
คุณกิตติ และ คุณลักษมณ์สุนีย์ จึงตัดสินใจหันมาเลือกผลิตชุดนักเรียนแทน
เพราะมองว่าเป็นสินค้าจำเป็น มีคนซื้อใส่แน่นอนในทุกๆ ปี
บวกกับในสมัยนั้นคู่แข่งในตลาดชุดนักเรียนยังน้อย การแข่งขันจึงยังไม่สูงมาก
ปัจจุบัน บริษัท สมอทอง การ์เมนท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ชุดนักเรียนตราสมอ
มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 1,700 คน
และมีจำนวนสินค้ากว่า 2,000 SKU
ผลิตสินค้าชุดนักเรียน ตั้งแต่ ชุดอนุบาล, ประถม จนถึงชั้นมัธยม
เสื้อนักศึกษา, เสื้ออาชีวะ และกางเกงขายาว
รวมถึงมีการรับจ้างผลิตชุดนักเรียนเฉพาะแบบ เช่น ชุดนักเรียนนานาชาติ
ต่อมาเปิดหน้าหนังสือไปที่บท “น้อมจิตต์”
ในปี พ.ศ. 2505 หรือ 58 ปีก่อน มีสองสามีภรรยา คือ คุณสุมิตร จิตรมีศิลป์ และ คุณน้อมจิตต์ จิตรมีศิลป์
ได้เปิดร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปและกางเกงยีนส์ ตึกแถว 1 คูหา บนถนนสามเสน
ซึ่งทางร้านก็ได้รับชุดนักเรียนจากโรงงานเข้ามาขายด้วย
แต่เนื่องจากสมัยนั้นผู้ผลิตชุดนักเรียนมีไม่มาก จึงทำให้ผลิตไม่ทันขาย
และไม่เพียงพอต่อความต้องการในตลาด ส่งผลให้ร้านของพวกเขาขาดแคลนชุดนักเรียน
คุณสุมิตร และ คุณน้อมจิตต์ จึงแก้ปัญหาด้วยการตัดสินใจว่าจะหันมาผลิตชุดนักเรียน ภายใต้แบรนด์ของตัวเองแทน
ด้วยความที่มีทักษะด้านการขาย มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง และเอาใจใส่ลูกค้าเป็นอย่างดี
ทำให้แบรนด์ชุดนักเรียนน้อมจิตต์ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
หลังจากนั้นก็ขยายกิจการเรื่อยมา เริ่มจากขยายร้านมายังตึกแถวฝั่งตรงข้าม จำนวน 2 คูหา
และขยายต่อจากเดิมมาเป็น 7 คูหา โดยมีโรงงานผลิตชุดนักเรียนอยู่ชั้นบนของอาคาร
ปี พ.ศ. 2537 น้อมจิตต์ ได้เริ่มขยายสาขาออกสู่ต่างจังหวัด หลังจากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ปัจจุบัน บริษัท น้อมจิตต์ แมนนูแฟกเจอร์ริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ชุดนักเรียนตราน้อมจิตต์
ผลิตสินค้าหลายประเภท ตั้งแต่ ชุดอนุบาล, ประถม, มัธยม, ชุดกิจกรรม, เสื้ออาชีวะ, ชุดนักเรียนสั่งผลิต, ชุดนักเรียนนานาชาติ และชุดนักเรียนพละ
จบบทเรียนวิชาประวัติศาสตร์ กันแล้ว
เรามาหยิบหนังสืออีกเล่ม เพื่อเริ่มเรียนวิชาการตลาด ต่อกันเลย
‘ใส่สมอ เท่เสมอ” สโลแกนติดหู จากตราสมอ
“ใส่เลย ไม่ต้องคิด ชุดน้อมจิตต์ ฮิตได้เลย” อีกสโลแกนคุ้นหู จากน้อมจิตต์
โดยสโลแกนของทั้ง 2 แบรนด์มีเป้าหมายเดียวกัน คือ เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ให้แก่ผู้บริโภค
และโน้มน้าวให้เด็กๆ หรือผู้ปกครองของเด็ก เกิดความรู้สึกว่า หากต้องการใส่แล้วเท่ ไม่ตกเทรนด์ และรู้สึกภาคภูมิใจ ต้องสวมใส่ชุดนักเรียนของแบรนด์เหล่านี้เท่านั้น
สำหรับที่มาของโลโก้และชื่อแบรนด์
ตราสมอ เกิดจากแนวคิดที่ว่า อยากให้ธุรกิจมีความมั่นคงและแข็งแรง
เปรียบเสมือนกับ สมอเรือที่ทอดลงทะเล ซึ่งช่วยให้เรือไม่โคลงเคลง มีความมั่นคง แม้จะอยู่กลางท้องทะเล
ส่วน น้อมจิตต์ ก็มาจากชื่อของหนึ่งในผู้ให้กำเนิดแบรนด์ คุณน้อมจิตต์ จิตรมีศิลป์ นั่นเอง
สำหรับเรื่องการโฆษณา ทั้ง 2 แบรนด์จะใช้กลยุทธ์คล้ายๆ กัน คือ ใช้การตลาดแบบ บอกปากต่อปาก
ลงโฆษณาบนสื่อทีวี และโซเชียล มีเดีย เป็นต้น
ซึ่งปัจจุบัน ทั้ง 2 แบรนด์ก็พยายามปรับภาพลักษณ์ให้แบรนด์ตัวเองดูทันสมัย และสดใหม่ขึ้น
รวมถึงให้ความสำคัญกับการทำ Emotional Marketing ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องของคุณภาพสินค้าอย่างเดียว
และมาถึงวิชาสุดท้ายที่เราจะเรียนกันในวันนี้แล้ว ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน เพื่อไปทำการบ้าน..
นั่นคือ วิชาการบัญชีการเงิน
บริษัท สมอทอง การ์เมนท์ จำกัด
ปี 2561 มีรายได้ 596 ล้านบาท กำไร 16 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 616 ล้านบาท กำไร 19 ล้านบาท
โดยในปีล่าสุด ของบริษัทฯ
ทุกๆ ยอดขาย 100 บาท
จะเป็นต้นทุนสินค้าถึง 85 บาท
เป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร, ดอกเบี้ย และภาษี 12 บาท
และกำไรเพียง 3 บาท
บริษัท น้อมจิตต์ แมนนูแฟกเจอร์ริ่ง จำกัด
ปี 2561 มีรายได้ 110 ล้านบาท กำไร 2 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 115 ล้านบาท กำไร 2 ล้านบาท
โดยในปีล่าสุด ของบริษัทฯ
ทุกๆ ยอดขาย 100 บาท
จะเป็นต้นทุนสินค้า 81 บาท
เป็นค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร, ดอกเบี้ย และภาษี 17 บาท
และกำไรเพียง 2 บาท
สรุปแล้ว ตราสมอ มียอดขายมากกว่า น้อมจิตต์ ประมาณ 5 เท่า
ซึ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ทั้ง 2 บริษัทจะมียอดขายหลักร้อยล้านบาท
แต่ก็มีต้นทุนสินค้าที่สูงมากด้วยเช่นกัน ส่งผลให้มีอัตรากำไรที่บางเฉียบ
เนื่องจากการผลิตชุดนักเรียนของทั้ง 2 แบรนด์ ต้องใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงในการผลิต
ไม่ว่าจะเป็นผ้า ด้ายเย็บ ซิป กระดุม ตะขอ ฯลฯ ที่ต้องใช้ของเกรดเอ
รวมถึงต้องใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย และเฉพาะงาน เช่น เครื่องจักรสำหรับเข้าปก, เครื่องจักรสำหรับทำสาบเสื้อ, เครื่องจักรสำหรับติดกระดุม
เพื่อให้ได้ชุดเรียนที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน มีความสวยงาม และคงทนสูง
ซึ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้ ได้สะท้อนอยู่ในรูปของต้นทุนสินค้า นั่นเอง..
ถึงแม้ธุรกิจชุดนักเรียน จะมีต้นทุนการผลิตที่สูง และกำไรไม่มาก
แต่ธุรกิจนี้ ก็มีข้อดีอย่าง คือ สำหรับประเทศไทยแล้ว ชุดนักเรียน เป็นสินค้าจำเป็นของเด็กและวัยรุ่น
เด็กเกือบทุกคนต้องใส่ยูนิฟอร์มสีขาว ที่เรียกว่า “ชุดนักเรียน” ตลอด 5 วันต่อสัปดาห์ เกือบทั้งปี (ยกเว้นมีวันที่ต้องใส่ชุดพละ และชุดลูกเสือ-เนตรนารี)
ผู้ผลิตชุดนักเรียน จึงค่อนข้างมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า ในแต่ละปี บริษัทจะมีรายได้เข้ามาอย่างแน่นอน
แต่บริษัทก็ต้องบริหารจัดการเงินและสต็อกสินค้าให้ดี เพราะชุดนักเรียน มักขายดีเฉพาะช่วงก่อนเปิดเทอม..
อ้างอิง :
-กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
-http://www.trasamor.com/aboutus.html
-https://www.sentangsedtee.com/exclusive/article_31250
-http://www.nomjitt.co.th/
© 2021 Marketthink. All rights reserved.