ใครเป็นเจ้าของ น้ำมันพืช ตราองุ่น ?

ใครเป็นเจ้าของ น้ำมันพืช ตราองุ่น ?

5 ก.ย. 2021
ตลาดน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคของประเทศไทย ปี 2563
มีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งย่อยตลาด ตามประเภทของน้ำมันพืชได้เป็น
น้ำมันปาล์ม 56%
น้ำมันถั่วเหลือง 40%
น้ำมันรำข้าว 2%
อื่น ๆ 2%
และถ้าเจาะเฉพาะในตลาดน้ำมันถั่วเหลือง
แบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ก็คือ “องุ่น”
โดยครองส่วนแบ่งตลาดที่ 59% ซึ่งทิ้งห่างคู่แข่งไปหลายช่วงตัว
บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO ที่เป็นเจ้าของแบรนด์องุ่น
จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีมูลค่าบริษัทกว่า 26,280 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ แม้บริษัทจะเป็นผู้ผลิตน้ำมันพืชหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันทานตะวัน ฯลฯ
แต่แหล่งรายได้หลักของบริษัท กลับไม่ใช่น้ำมันพืช ตามชื่อของบริษัท..
แล้วผลิตภัณฑ์อะไร ทำเงินให้กับบริษัทมากที่สุด ?
ก่อนจะไปหาคำตอบ ขอย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของธุรกิจ และแบรนด์องุ่น กันก่อน
คุณโปสือ และคุณบั๊กเซี้ยม แซ่เตียว (วิทยฐานกรณ์) สองสามีภรรยา ที่เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทย และอาศัยอยู่แถวตลาดพลู
ทั้งสองได้เดินบนเส้นทางเถ้าแก่ ด้วยการก่อตั้งโรงงานกรอด้าย และโรงสี ขนาดย่อม ๆ ขึ้น
ต่อมาคุณโปสือ ได้แสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ
ด้วยการร่วมทุนกับเพื่อน ๆ ก่อตั้งบริษัท โรงกลั่นน้ำมันนครชัยศรี จำกัด ในปี 2510 เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าว ด้วยกำลังการผลิต 50 ตัน/วัน
ซึ่งคุณโปสือ ยังเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อย และไม่ได้เข้าไปบริหาร
อย่างไรก็ดี ช่วงแรก ๆ ผลประกอบการของบริษัท โรงกลั่นน้ำมันนครชัยศรี ไม่ค่อยดีนัก
ทำให้เพื่อน ๆ ของคุณโปสือ ต่างถอดใจ และขอถอนตัวจากธุรกิจกันไปหมด
คุณโปสือ จึงตัดสินใจรับซื้อหุ้นทั้งหมดต่อจากเพื่อน ๆ แล้วเข้ามาบริหารกิจการด้วยตนเอง
พร้อมกับส่งไม้ต่อให้กับลูก ๆ ของเขา มาช่วยบริหารด้วยอีกแรง
โดยคุณโปสือและคุณบั๊กเซี้ยม มีลูกด้วยกันทั้งหมด 8 คน
หลังจากนั้น ด้วยความร่วมแรงร่วมใจกันของคนในครอบครัว
ทำให้ธุรกิจของตระกูลวิทยฐานกรณ์ เริ่มฟื้นตัวและมีชีวิตชีวามากขึ้น
ด้วยผลประกอบการที่มีแนวโน้มสดใส และการขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 200 ตัน/วัน
และปี 2528 คุณโปสือก็มองหาโอกาสทางธุรกิจอีกครั้ง และก่อตั้งบริษัทใหม่ขึ้นในชื่อ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด
เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันพืชบริโภคจากถั่วเหลือง ภายใต้แบรนด์ “องุ่น” และวัตถุดิบอาหารสัตว์ ด้วยกำลังการผลิต 400 ตันเมล็ดถั่วเหลือง/วัน
เหตุผลที่ใช้ชื่อแบรนด์ว่า องุ่น ซึ่งอาจดูไม่เข้ากับตัวผลิตภัณฑ์เท่าไร
ก็เพราะองุ่น ในภาษาจีน มีความหมายว่า สิ่งที่มีคนอุ้มชู จึงเป็นชื่อมงคลไปในตัว
หลังจากแบรนด์องุ่น เข้าไปตีตลาดน้ำมันถั่วเหลืองได้ไม่นาน
ด้วยจุดเด่นในเรื่องของ สูตรถั่วเหลือง 100% ไม่ใช่น้ำมันพืชแบบผสม เหมือนของคู่แข่งในสมัยนั้น
ทำให้แบรนด์สามารถขยายตลาด และแย่งส่วนแบ่งการตลาดมาได้อย่างรวดเร็ว จนขึ้นเป็นแบรนด์อันดับต้น ๆ ของตลาดได้
และเพื่อต้องการขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น บริหารงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในปี 2533 บริษัท น้ำมันพืชไทย จึงได้เข้าซื้อทรัพย์สินทั้งหมดของ บริษัท โรงกลั่นน้ำมันนครชัยศรี
และขยายกำลังการผลิตเป็น 800 ตันเมล็ดถั่วเหลือง/วัน
พร้อมกับนำบริษัทเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปีเดียวกัน
ปัจจุบัน บริษัท น้ำมันพืชไทย มีกำลังการผลิตกว่า 6,500 ตันเมล็ดถั่วเหลือง/วัน
ผลิตและจําหน่ายสินค้าสองประเภทหลัก ๆ คือ น้ำมันพืชบริโภค และวัตถุดิบอาหารสัตว์
ยกตัวอย่างเช่น
- น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, น้ำมันทานตะวัน, น้ำมันคาโนลา ตราองุ่น
- น้ำมันมะกอกธรรมชาติ, น้ำมันมะกอกผ่านกรรมวิธี ตราโมนินี่
- กากถั่วเหลือง “ทีวีโอ ไฮโพรมีล” (ใช้เป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตอาหารสัตว์ เช่น สุกร, ไก่)
- วัตถุดิบอื่น ๆ สำหรับผลิตอาหารสัตว์ เช่น ทีวีโอ ดีฮัล ซอยมิล, ทีวีโอ ฟูลแฟตซอย, ทีวีโอ ดีฮัล ฟูลแฟตซอย, ทีวีโอ ซอยฮัล
ทั้งนี้ กากถั่วเหลือง คือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดถั่วเหลืองที่ผ่านกระบวนการสกัดน้ำมันถั่วเหลืองแล้ว
จึงเป็นแหล่งโปรตีนสําคัญ ที่มีคุณภาพสูง นิยมและเหมาะสําหรับนํามาผสมในสูตรอาหารสัตว์
สำหรับผลประกอบการของ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)
ปี 2562 มีรายได้ 23,744 ล้านบาท กำไร 1,411 ล้านบาท
ปี 2563 มีรายได้ 25,046 ล้านบาท กำไร 1,656 ล้านบาท
โดยมีสัดส่วนรายได้ มาจาก
น้ำมันถั่วเหลือง 33%
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ 62%
อื่น ๆ 5%
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็จะได้คำตอบแล้วว่า แหล่งรายได้หลัก ที่มีสัดส่วนมากที่สุดของบริษัท ก็คือ ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ที่มาจากการขายวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น กากถั่วเหลือง นั่นเอง..
ซึ่งนอกจากในประเทศไทยแล้ว บริษัทยังขยายตลาดไปยังต่างประเทศด้วย
ผ่านการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม)
โดยบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากภายในประเทศ คิดเป็น 91%
และรายได้จากนอกประเทศ คิดเป็น 9%
ปัจจุบัน ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) ก็ไม่พ้นตระกูลวิทยฐานกรณ์
ซึ่งกลุ่มตระกูลวิทยฐานกรณ์ ถือหุ้นรวมกันอยู่กว่า 49% จากจำนวนหุ้นทั้งหมด
อย่างไรก็ดี บริษัทไม่ได้มีการบริหารแบบธุรกิจครอบครัวแล้ว เพราะเปิดกว้างให้บุคคลภายนอกมืออาชีพ ที่มีความสามารถ เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหาร และทำหน้าที่บริหารธุรกิจแทน
เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ และแสดงศักยภาพออกมาให้ได้มากที่สุด..
© 2021 Marketthink. All rights reserved.