“ยามาซากิ” ขนมปังที่ไม่ค่อยโฆษณา แต่รายได้ 1,000 ล้าน

“ยามาซากิ” ขนมปังที่ไม่ค่อยโฆษณา แต่รายได้ 1,000 ล้าน

18 ก.ย. 2023
เชื่อไหมว่ามีเบเกอรีอยู่ร้านหนึ่ง.. ที่เราแทบไม่เคยเห็นโฆษณาของแบรนด์เลย แต่ก็สามารถทำรายได้หลัก 1,000 ล้านบาท ได้แทบจะทุกปี
นั่นคือ “ยามาซากิ” แบรนด์เบเกอรีขนมอบ จากญี่ปุ่น 
ที่มาทำตลาดในไทย ตั้งแต่ปี 1984 หรือเมื่อ 39 ปีที่แล้ว
โดยที่ผ่านมา แม้ยามาซากิ จะไม่ได้โฆษณาอะไรเยอะ 
แต่เราก็ยังเห็นเมนูเด็ดที่กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลอยู่เรื่อย ๆ
อย่างตอนนี้ก็คงเป็น ขนม “ซีบร้าครัวซองต์” ที่กระแสดีจนลูกค้าต้องแย่งกันซื้อ
หรือจะเป็นขนม “ช็อกโกแลตเมสซี่” ขนมปังไส้ช็อกโกแลต โรยด้วยผงโกโก้ ที่เข้มจนทานแล้วหลายคนสำลัก ก็กำลังกระแสดีไม่แพ้กัน
และรู้หรือไม่ว่า จริง ๆ แล้วยามาซากิ ไม่ได้มีสาขาแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่มีจุดกระจายสินค้าอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก รวมกันแล้วกว่า 107,950 แห่ง
โดยในปี 2022 ที่ผ่านมา บริษัทแม่ของยามาซากิ (Yamazaki Baking) มีรายได้ถึง 260,765 ล้านบาท
และเคยถูกยกให้เป็นร้านเบเกอรีที่ใหญ่ที่สุด เป็นอันดับ 5 ของโลกมาแล้ว
ทีนี้ บางคนอาจจะอยากรู้แล้วว่า จุดเริ่มต้นของยามาซากิเป็นอย่างไร ? 
แล้วแบรนด์ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ก่อนจะกลายมาเป็นเบเกอรีร้านโปรดของคนทั่วโลก ?
ในบทความนี้ MarketThink เลยอยากขออาสาพาทุกคน
ไปทำความรู้จักกับยามาซากิให้มากขึ้น..
ย้อนกลับไปในปี 1948 ที่ประเทศญี่ปุ่น
คุณโทจูโร อิอิจิม่า เห็นว่าขนมปังสไตล์ตะวันตก กำลังค่อย ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยมีอิทธิพลมาจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
ตัวเขาจึงตัดสินใจเปิดร้านขายขนมปังชื่อ “ยามาซากิ” ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ๆ 
จนต้องเริ่มทำโรงงานผลิตขนมปัง อย่างเป็นเรื่องเป็นราวในปี 1951
หลังจากนั้นยามาซากิ ก็ยังคงขายดีขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งวันหนึ่ง คุณโทจูโร ก็ตัดสินใจนำเข้าเทคโนโลยีการผลิตขนมปังที่ทันสมัย 
รวมไปถึงอุปกรณ์ในการทำแพ็กเกจจิงที่มีประสิทธิภาพจากสหรัฐอเมริกา และยุโรป เข้ามาใช้ในโรงงาน
นี่เองทำให้ยามาซากิ ไม่ได้หยุดแค่ขนมปังอีกต่อไป 
แต่ยังแตกไลน์สินค้าออกมาเป็น เค้กยุโรป, แซนด์วิช และขนมทานเล่นอื่น ๆ นับตั้งแต่ตอนนั้น
นอกจากนี้ การที่ยามาซากิ ลงทุนสร้างโรงงานขนมปัง และเพิ่มกำลังการผลิต แบบจัดเต็มขนาดนี้
สิ่งที่ตามมาคือ “การประหยัดต่อขนาด” หรือก็คือ ยิ่งผลิตเยอะ ยิ่งได้ต้นทุนการผลิตของสินค้าเฉลี่ยต่อชิ้น ที่ถูกลง
ทำให้ยามาซากิ กลายมาเป็นซัปพลายเออร์ด้านขนมปังรายใหญ่ ที่เหล่าซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหาร ภายในญี่ปุ่น เลือกใช้บริการอีกด้วย
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามในญี่ปุ่นแล้ว 
ยามาซากิ ก็เริ่มมองหาโอกาสเติบโตใหม่ ๆ ด้วยการขยายสาขาไปยังต่างประเทศ
โดยในปี 1977 ยามาซากิ ก็ได้ขยายสาขาออกไปยัง ฮ่องกง, สหรัฐฯ, ไต้หวัน, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ยุโรป 
รวมถึงไทยในปี 1984 นั่นเอง
ทีนี้ เรามาวิเคราะห์ถึงจุดแข็งของยามาซากิ ที่ทำให้แม้ไม่ต้องโฆษณา 
แต่ก็ยังสามารถดึงดูดลูกค้า เข้ามาได้เรื่อย ๆ
ถ้าไม่นับเรื่องของคุณภาพที่ดีของสินค้า ที่ยามาซากิรักษามาตรฐานได้ดีมาตลอด และเรื่องของราคาที่เข้าถึงได้ง่ายแล้ว
ก็คงจะเป็นเรื่องของการออกแบบเมนู ที่ค่อนข้างฟังเสียงผู้บริโภคพอสมควร
ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งเมนูขนมปังมันหวาน และคุกกี้ชูครีม กำลังเป็นกระแสบนโลกโซเชียลอยู่ในตอนนั้น
ทางยามาซากิ ก็ได้ทำขนมปังคล้าย ๆ กันออกมา เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว
หรือจะเป็นอีกกรณีหนึ่ง กับเมนู “ช็อกโกแลตเมสซี่”
ขนมที่ลูกค้าบางคนเจอปัญหาทานแล้วมือเลอะ จากผงโกโก้ที่โรยอยู่ด้านบน
ทางแบรนด์ก็ได้แก้ปัญหาด้วยการออกสินค้าที่ไม่โรยผงโกโก้ ออกมาเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าอีกด้วย
นอกจากนี้ ยามาซากิ ยังมีเทคนิคเพิ่มความน่าสนใจให้สินค้าได้อย่างน่าประทับใจ
ยกตัวอย่างเช่น ทางร้านจะมีการบอกเวลาอบของขนมปังแต่ละชนิดเอาไว้ 
เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า สินค้าแต่ละชิ้นของยามาซากินั้น อบสดใหม่ทุกวัน
หรือจะเป็นการบอกอันดับความนิยมของสินค้าแต่ละชิ้นเอาไว้ เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น นั่นเอง
ปัจจุบัน บริษัท ไทย ยามาซากิ จำกัด 
เจ้าของธุรกิจร้านยามาซากิ และแบรนด์อื่น ๆ ในเครือ ในประเทศไทย
ปี 2022 รายได้ 1,054 ล้านบาท 
กำไร 58 ล้านบาท 
คิดเป็นอัตรากำไร 5.5%
ซึ่งก็ถือว่าไม่เลว สำหรับแบรนด์ที่แทบจะไม่โฆษณาเลย..
สุดท้ายนี้ ลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้านำกิจการยามาซากิของไทย มา IPO เข้าตลาดหุ้น ด้วยค่า P/E (มูลค่าบริษัท/กำไร) เดียวกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นคือ 34 เท่า
ยามาซากิ ในไทย ก็จะกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงเกือบ 2,000 ล้านบาท เลยทีเดียว..
—-------------------------------------
อ้างอิง:
© 2023 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.