
เจาะลึก วิธีบริหารธุรกิจแบบ คุณหมอเติ้ล-อภิรุจ ใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Portfolio สร้างรายได้ 4,000 ล้านบาท
29 มิ.ย. 2026
เอ่ยถึงชื่อ คุณหมอเติ้ล-นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ (ว.35438) หลายคนน่าจะรู้จักกันในบทบาทการเป็นแพทย์ความงามมือฉมัง เป็นผู้เชี่ยวชาญทางศาสตร์ความงามและเวลเนส เจ้าของ THE KLINIQUE
แต่จริง ๆ แล้ว คุณหมอเติ้ล ยังมีอีกบทบาท นั่นคือการเป็นนักธุรกิจ ที่น่าจับตามองมาก ๆ ในช่วงนี้
ด้วยการทำธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Portfolio มาสร้างและขยายอาณาจักรธุรกิจ ให้มีความหลากหลาย จนสามารถเติบโตและมีรายได้รวมกันสูงกว่า 4,000 ล้านบาท ได้แล้วในวันนี้
แล้วคุณหมอเติ้ล ใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Portfolio และมีวิธีบริหารธุรกิจอย่างไร ?
MarketThink จะพาไปเจาะลึกในโพสต์นี้..
MarketThink จะพาไปเจาะลึกในโพสต์นี้..
ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่าคุณหมอเติ้ล ทำธุรกิจอะไรอยู่บ้าง ?
สำหรับธุรกิจที่คุณหมอเติ้ลทำอยู่ จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
สำหรับธุรกิจที่คุณหมอเติ้ลทำอยู่ จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. กลุ่มธุรกิจความงามและเวลเนส
เป็นกลุ่มธุรกิจที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นการทำธุรกิจของคุณหมอเติ้ลเลยก็ว่าได้ โดยใช้ชื่อว่า บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน)
ปัจจุบันมีแบรนด์ในกลุ่มธุรกิจนี้ ที่คนคุ้นหูกัน ได้แก่
- THE KLINIQUE
- L.A.B.X
- L’CLINIC
- Acne Labs
- KLINIQ Wellness Spa
- L.A.B.X
- L’CLINIC
- Acne Labs
- KLINIQ Wellness Spa
ที่น่าสนใจคือแต่ละแบรนด์สร้างขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันตั้งแต่แรก
ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้รอบด้าน ทั้งในเรื่องของงบประมาณในกระเป๋า ความต้องการในสินค้าและบริการ รวมถึงความคาดหวัง
2. ธุรกิจศูนย์ศัลยกรรม
THE KLINIQUE Surgery Center ภายใต้ชื่อ บริษัท โรงพยาบาลเดอะคลีนิกค์ จำกัด
มีจุดเด่นที่การเป็นศูนย์ศัลยกรรม ที่นำนวัตกรรมความงามสมัยใหม่ มาใช้กับความต้องการด้านความงามของลูกค้า จนกลายมาเป็นจุดเด่นที่สร้างความแตกต่าง และทำให้คนทั่วไปจดจำได้
และในอนาคต คุณหมอเติ้ลมีแผนจะขยายธุรกิจศูนย์ศัลยกรรมแห่งนี้ให้กลายเป็น โรงพยาบาลศัลยกรรมเต็มรูปแบบภายในปี 2571 เพื่อรองรับการนำนวัตกรรมความงามใหม่ ๆ มาใช้กับลูกค้า รวมถึงสร้างการเติบโตในระยะยาว
3. ธุรกิจร้านอาหาร
ที่เริ่มต้นจาก Passion หรือความหลงใหลในการรับประทานอาหารญี่ปุ่นของคุณหมอเติ้ล จนกลายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจของคุณหมอเติ้ล
ภายใต้ชื่อ บริษัท เดอะเรสเตอร์รองท์ กรุ๊ป จำกัด ปัจจุบันมีแบรนด์ร้านอาหารที่หลายคนน่าจะรู้จักกัน ได้แก่
- SUSHI SEKI
- SEKI Grande
- SEKI Omakase
- SEKI HAND ROLL
- SEKI Grande
- SEKI Omakase
- SEKI HAND ROLL
โดยธุรกิจทั้ง 3 กลุ่มของคุณหมอเติ้ล สร้างรายได้รวมกันเกิน “4,000 ล้านบาท” เลยทีเดียว โดยแบ่งออกเป็น
- บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) มีผลประกอบการปี 2568
รายได้ 3,025 ล้านบาท
กำไร 346 ล้านบาท
กำไร 346 ล้านบาท
- บริษัท โรงพยาบาลเดอะคลีนิกค์ จำกัด มีผลประกอบการปี 2568
รายได้ 562 ล้านบาท
กำไร 18 ล้านบาท
กำไร 18 ล้านบาท
- บริษัท เดอะเรสเตอร์รองท์ กรุ๊ป จำกัด มีผลประกอบการปี 2568
รายได้ 429 ล้านบาท
กำไร 45 ล้านบาท
กำไร 45 ล้านบาท
ทีนี้ หากเรามาลองวิเคราะห์กัน ความสำเร็จในการทำธุรกิจของคุณหมอเติ้ล สามารถนำมาวิเคราะห์ในมุมการตลาดและการสร้างแบรนด์ ได้หลายเรื่องด้วยกัน ได้แก่
1. Multi-Brand Portfolio ที่เริ่มจาก Passion เปลี่ยนความชอบเป็นกลยุทธ์
เริ่มกันด้วยข้อแรก กลยุทธ์ที่คุณหมอเติ้ลใช้คือ การทำธุรกิจแบบ Multi-Brand Portfolio ที่สร้างแบรนด์จำนวนหลายแบรนด์ภายในเครือเดียวกัน เพื่อทำธุรกิจที่มีความหลากหลาย ในอุตสาหกรรมที่ต่างกัน
ทั้งธุรกิจความงาม เวลเนส ศูนย์ศัลยกรรม และร้านอาหารญี่ปุ่น และในแต่ละกลุ่มธุรกิจก็สร้างแบรนด์แยกออกมาอีกเป็นจำนวนมาก รวมแล้วกว่า 10 แบรนด์
โดยทุกแบรนด์มีจุดเริ่มต้นจาก Passion หรือความหลงใหลของคุณหมอเติ้ลเอง จึงทำแบรนด์ออกมาได้ดีที่สุด
ทั้งผ่านการคิด และวิเคราะห์ Market Segmentation ของทุกแบรนด์อย่างละเอียด ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง และกลุ่มเป้าหมายนั้นมีความต้องการในสินค้าหรือบริการ
รวมถึงมี Pain Point ที่อยากแก้ไขอย่างไร แล้วจึงนำมาพัฒนาเป็นคอนเซปต์ และ Positioning ของแต่ละแบรนด์ให้ชัดเจน และไม่ทำให้แบรนด์ทับไลน์กัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็อย่างเช่น
- แบรนด์ในกลุ่มธุรกิจความงามและเวลเนส เกิดขึ้นเพื่อกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการ และไลฟ์สไตล์คนละแบบ เช่น
THE KLINIQUE
เป็นแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าระดับพรีเมียม เพื่อรับรองลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง
L.A.B.X
เป็นแบรนด์ที่ขยายฐานไปยังกลุ่มเป้าหมายพรีเมียมแมส รองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและเพิ่มการเข้าถึงที่มากยิ่งขึ้น
เป็นแบรนด์ที่ขยายฐานไปยังกลุ่มเป้าหมายพรีเมียมแมส รองรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าและเพิ่มการเข้าถึงที่มากยิ่งขึ้น
L’CLINIC
เป็นแบรนด์ที่วาง Positioning ไว้สำหรับลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่า ภายใต้คุณภาพ และความรวดเร็ว
Acne Labs
เป็นแบรนด์ที่มีคอนเซปต์เรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นั่นคือการดูแลรักษาปัญหาเกี่ยวกับสิวโดยเฉพาะ
- แบรนด์ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร แม้จะเป็นร้านอาหารเหมือนกัน แต่ทั้ง SUSHI SEKI, SEKI Grande, SEKI Omakase และ SEKI HAND ROLL ก็เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน
ทั้งในด้านเมนูอาหาร ระดับราคา การนำเสนอ และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับ ตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
ซึ่งการใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Portfolio นี้ จะทำแล้วประสบความสำเร็จแบบคุณหมอเติ้ลได้ก็ต่อเมื่อ ผ่านการวิเคราะห์ Market Segmentation มาแล้วเป็นอย่างดี
แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นคอนเซปต์เฉพาะของแต่ละแบรนด์, Branding, Positioning และ Touch Point ที่แตกต่างกัน
2. Synergy ระหว่างธุรกิจ สร้าง Ecosystem แบบรอบด้าน
อีกเรื่องที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนจากการทำธุรกิจของคุณหมอเติ้ลก็คือ กลยุทธ์ Multi-Brand Portfolio ทำให้เกิด Synergy ระหว่างธุรกิจ
เพราะการมีแบรนด์ที่หลากหลายและครอบคลุม ทำให้แต่ละแบรนด์สามารถทำหน้าที่นำเสนอสินค้าและบริการที่หลากหลายกว่า กลายเป็นการสร้าง Ecosystem ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้แบบรอบด้าน
ช่วยสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน สร้างรายได้และเติบโตในอนาคต ด้วยการเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้า ผ่านสินค้าและบริการที่ครอบคลุม
3. ใช้ Data ขับเคลื่อนสู่การเป็น “Customer Intelligence”
และในข้อสุดท้าย ในมุมของการตลาดและการสร้างแบรนด์ การใช้กลยุทธ์ Multi-Brand Portfolio ของคุณหมอเติ้ล เป็นเหมือนการเติมจิกซอว์พฤติกรรมผู้บริโภค ที่ทำให้คุณหมอเติ้ลสามารถทำธุรกิจได้ด้วยความเข้าใจ ทั้งในเรื่องความต้องการ และพฤติกรรมของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
จนสามารถนำไปใช้เป็น Customer Intelligence ที่ใช้ Data ทางด้านพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าขับเคลื่อนการทำธุรกิจในอนาคต
ให้สามารถออกแบบสินค้าและบริการ แคมเปญการตลาด โปรโมชัน หรือแม้แต่การสร้างแบรนด์ใหม่ หรือขยายสาขาเพิ่มเติมได้ ด้วยพื้นฐานสำคัญคือความเข้าใจในกลุ่มเป้าหมายและลูกค้าของตัวเอง
ซึ่งหากเราลองสรุปเป็นเฟรมเวิร์กการตลาดและการสร้างแบรนด์ ในแบบของคุณหมอเติ้ลแบบสั้น ๆ ให้นำไปใช้กัน จะแบ่งออกเป็น 2 ข้อแบบง่าย ๆ คือ
1. Passion เริ่มจากความหลงใหล
เริ่มต้นทำธุรกิจจาก Passion หรือความหลงใหลของตัวเอง ทั้งในด้านเวลเนส ความงาม และอาหาร ซึ่งทำให้เข้าใจในสิ่งที่ทำได้มากที่สุด แบบไม่ฝืน
2. Customer Data เรื่องเล็ก ๆ ที่ได้จากลูกค้าสำคัญเสมอ
และอีกข้อที่มีความสำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือเรื่องของ Customer Data ที่ต้องมองหา และวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างแบรนด์ที่มีความแตกต่างในทุกมิติ ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ โดยไม่ทับไลน์กันเอง
ทั้งหมดนี้ก็คือ กลยุทธ์ทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังการเติบโต และการสร้างอาณาจักรธุรกิจ Multi-Brand Portfolio ของคุณหมอเติ้ล-นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ที่สร้างรายได้รวมกันในระดับ 4,000 ล้านบาท ในปี 2568 ที่ผ่านมา