
ทำไม K-POP ถึงทำเพลงไวรัล ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ? เรื่องที่ปรับใช้ได้ ในมุมการตลาด
14 ก.ค. 2026
ช่วงนี้ไม่ว่าจะไถหน้าฟีด TikTok หรือเปิดดู Reels ก็ตาม คลิปสเตจเพลง Bad ของซาน จากวง ATEEZ เป็นคลิปที่หลายคนน่าจะต้องเห็นผ่านตากันอย่างแน่นอน
แค่จังหวะแดนซ์เบรกในช็อตสั้น ๆ กลับกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดียในชั่วข้ามคืน จนทำให้เพลง Bad ติดชาร์ต Melon Top 100 ซึ่งเป็นชาร์ตเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเกาหลีใต้
ต้องบอกว่า ปรากฏการณ์ที่ท่าเต้นท่าเดียว กลับทำให้เพลงนั้น ๆ ดังมาก ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถ้าย้อนกลับไปดู จะพบว่ามีอีกหลายเพลงมาก ไม่ว่าจะเป็น
- ท่าถูมือในเพลง Sorry, Sorry ของ Super Junior
- ท่าปูไต่ในเพลง Gee ของ Girls' Generation
- ท่าขี่ม้าของ PSY ในเพลง Gangnam Style
- ท่าปูไต่ในเพลง Gee ของ Girls' Generation
- ท่าขี่ม้าของ PSY ในเพลง Gangnam Style
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุค K-POP ก็ยังสร้างท่าเต้นที่ทำให้คนจำได้เสมอ
แล้วทำไม K-POP ถึงสามารถสร้าง “โมเมนต์ไวรัล” ที่สะกดสายตาคนทั้งโลกได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ?
1. K-POP ทำให้เพลงมี “ภาพจำ” ที่แข็งแรงพอ ๆ กับทำนอง
คนส่วนใหญ่มักคิดว่า เพลงจะดังได้ต้องมีท่อนฮุกติดหู
แต่สำหรับ K-POP มีการออกแบบเพิ่มไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือการออกแบบ “Hook Visual” หรือในทางการตลาดเรียกกันว่า Point Choreography
แต่สำหรับ K-POP มีการออกแบบเพิ่มไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือการออกแบบ “Hook Visual” หรือในทางการตลาดเรียกกันว่า Point Choreography
อธิบายง่าย ๆ คือ นอกจากจะต้องมีเพลงท่อนฮุกที่ติดหูแล้ว ยังต้องมีท่าเต้นในช่วงฮุกที่เป็นเอกลักษณ์ จำง่าย และเต้นตามได้ง่ายด้วยเช่นกัน
ซึ่งเวลาค่ายเพลงคิดจะปั้นเพลงขึ้นมาสักเพลง
จะไม่ได้มองแค่ว่า ท่าเต้นคือสิ่งที่จะเอามาประกอบเพลงให้จบ ๆ ไป
จะไม่ได้มองแค่ว่า ท่าเต้นคือสิ่งที่จะเอามาประกอบเพลงให้จบ ๆ ไป
แต่มองเป็นสัญลักษณ์ของเพลง ที่สำคัญไม่แพ้กับทำนอง
ถึงขั้นที่ถ้าเราเปิดดู MV หรือสเตจบนรายการเพลงแบบไม่มีเสียง ก็ยังต้องรู้ว่านี่คือเพลงอะไร..
ถึงขั้นที่ถ้าเราเปิดดู MV หรือสเตจบนรายการเพลงแบบไม่มีเสียง ก็ยังต้องรู้ว่านี่คือเพลงอะไร..
จุดนี้เองที่เพลงที่ฮิต ๆ ของ K-POP มักจะไม่ได้แค่ติดหู แต่ยังติดตาเราไปพร้อม ๆ กันด้วย
2. K-POP ออกแบบ Performance ให้เหมาะเอาไปทำคลิปสั้น
ในอดีต ท่าเต้นพอยต์ถูกออกแบบมาให้ “เต้นตามง่าย” เพื่อให้คนดูหน้าจอทีวีจำได้ทันที
แต่เมื่อพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เปลี่ยน ยุคที่อัลกอริทึมของวิดีโอสั้นอย่าง TikTok และ Reels กลายเป็นผู้กำหนดเทรนด์ของโลก วงการ K-POP ก็มีการปรับตัวตามเช่นกัน
จากเดิมที่การแสดงถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความประทับใจตลอดทั้งเพลง
แต่ในยุคของคลิปสั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะทำอย่างไร ให้คนหยุดดูได้ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก
แต่ในยุคของคลิปสั้น สิ่งสำคัญก็คือ จะทำอย่างไร ให้คนหยุดดูได้ตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก
ค่ายเพลงยุคนี้ จึงหันมาเน้นทำเพลงที่
- TikTok-Able
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ เพลง “Any Song Challenge” ของ ZICO ที่สร้างกระแสการเต้น Challenge บน TikTok เป็นหนึ่งในแผนโปรโมตเพลงตั้งแต่วันแรก
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ เพลง “Any Song Challenge” ของ ZICO ที่สร้างกระแสการเต้น Challenge บน TikTok เป็นหนึ่งในแผนโปรโมตเพลงตั้งแต่วันแรก
- เน้น Face Dance มากขึ้น
การออกแบบท่าเต้นในยุคนี้ หันมาให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวช่วงบนของลำตัว มือ รวมถึงสีหน้าและสายตามากขึ้น ซึ่งเหมาะกับการตัดไปลง TikTok
การออกแบบท่าเต้นในยุคนี้ หันมาให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวช่วงบนของลำตัว มือ รวมถึงสีหน้าและสายตามากขึ้น ซึ่งเหมาะกับการตัดไปลง TikTok
ซึ่งก็เหมือนกับไวรัลท่อนแดนซ์เบรกของซาน วง ATEEZ ในเพลง Bad ที่ท่าเต้นอาจจะไม่ได้ซับซ้อน แต่เมื่อรวมกับแววตา สีหน้า และจังหวะของเพลง ก็ทำให้ไม่กี่วินาทีนั้น มีพลังในการดึงสายตาคนดูเอาไว้
จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เพลง Bad กลายเป็นไวรัลและถูกแชร์ต่อทั่วบนโซเชียลมีเดีย
3. K-POP เปลี่ยนแฟนคลับ ให้กลายเป็น “ผู้ร่วมสร้างกระแส”
การทำเพลงยุคก่อน อาจจะให้ความสำคัญกับยอดวิวบน YouTube
แต่ยุคนี้ เพลงจะดังหรือไม่ อาจจะไม่ได้วัดแค่ยอดวิว แต่วัดว่าแต่ละเพลง ทำให้คนอยากสร้างคอนเทนต์ต่อได้มากแค่ไหน หรือในทางการตลาดเรียกว่า “User-Generated Content (UGC)”
ไม่ว่าจะเป็น Dance Challenge, คลิปสอนเต้น, วิดีโอรีแอกชัน ไปจนถึงการตัดต่อ Fan Edit ซึ่งคอนเทนต์เหล่านี้ก็เหมือนการช่วยโปรโมตเพลงให้แบบอ้อม ๆ โดยที่ค่ายเพลงไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเลย
- มาถึงตรงนี้ ถ้าสรุปสั้น ๆ ว่า ทำไม K-POP ถึงสร้างไวรัลได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้ามองว่า เพลงคือ Product ก็คือ การออกเพลงให้มีภาพจำติดตา, การเล่นกับอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม ที่ทำให้คนหยุดดูได้ในไม่กี่วินาทีแรก ไปจนถึงการเปลี่ยนแฟนคลับ ให้กลายเป็นกระบอกเสียงโปรโมตเพลง
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในโลกของธุรกิจ ถ้าเราออกแบบสินค้าให้คนติดตา จดจำได้ และทำให้คนอยากหยิบไปทำคอนเทนต์ต่อ หรือสร้าง User-Generated Content
เมื่อนั้นแบรนด์ของเรา ก็จะมี Marketing Funnel ที่ทรงพลัง โดยที่บางครั้ง อาจไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาเลยสักบาทเดียว..
Tag:K-Pop