กรุงศรี–MUFG ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์เศรษฐกิจไทยและอาเซียน ชูการเงินเพื่อความยั่งยืน  ตอกย้ำบทบาท “Trusted Partner” ในงาน THE BANGKOK BUSINESS SUMMIT 2026

กรุงศรี–MUFG ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์เศรษฐกิจไทยและอาเซียน ชูการเงินเพื่อความยั่งยืน ตอกย้ำบทบาท “Trusted Partner” ในงาน THE BANGKOK BUSINESS SUMMIT 2026

15 ก.ย. 2026
กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) และ MUFG ร่วมฉายภาพวิสัยทัศน์และมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยในงาน “THE BANGKOK BUSINESS SUMMIT 2026” โดยนำเสนอแนวทางรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน และความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ โดยชู 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยเปิดกว้างการเข้าถึงเงินทุน การเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับเศรษฐกิจและเงินทุนระดับภูมิภาค รวมถึงเงินทุนภาคเอกชนที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและอาเซียนในระยะยาว
ภายในงาน นายสยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้ารายย่อยและลูกค้าบุคคล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในหัวข้อ “Building Thailand’s Trusted Economy: Digital Public Infrastructure for Inclusive Growth” โดยชี้ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย
ต้องสร้างบนรากฐานของ ความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และการเข้าถึงอย่างทั่วถึง พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศทางการเงินที่เชื่อมโยง เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินและแหล่งเงินทุนให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ SME ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยสู่ Trusted Digital Economy ของอาเซียนภายในปี 2578 โดยมี Digital Public Infrastructure เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคการเงิน พร้อมยกระดับการไหลเวียนของข้อมูลและธุรกรรมให้มีประสิทธิภาพ
สำหรับภาค SME นายสยามมองว่า เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย และที่ผ่านมา ภาคสถาบันการเงินพยายามสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับกระบวนการขอสินเชื่อให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น รวมถึงนำเสนออัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล โดยแม้ธนาคารจะพิจารณาข้อมูลทางเลือกนอกเหนือจาก Financial Statement เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ แต่การตรวจสอบและยืนยันข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ที่ถูกต้อง ยังคงทำให้กระบวนการมีความซับซ้อน ใช้เวลา และมีต้นทุนสูง ซึ่งท้ายที่สุดอาจสะท้อนกลับไปยังต้นทุนทางการเงินของลูกค้า
แต่ในปัจจุบัน Digital Public Infrastructure โดยเฉพาะ PromptBiz ได้เข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดดังกล่าว โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เชื่อมโยงข้อมูลการค้าระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และสถาบันการเงินอย่างเป็นมาตรฐานและปลอดภัย ช่วยให้ข้อมูลธุรกรรมและใบแจ้งหนี้ตรวจสอบได้ ลดความเสี่ยงจากเอกสารปลอมหรือการขอสินเชื่อซ้ำ และช่วยให้สถาบันการเงินประเมินและสนับสนุนสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ SME
มีสภาพคล่องดีขึ้น ลดการพึ่งพาหลักประกัน และเพิ่มประสิทธิภาพตลอด Supply Chain
ในระยะต่อไป PromptBiz ยังมีศักยภาพในการต่อยอดจากการสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุน สู่การเป็น โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงบริษัทขนาดใหญ่ SME และสถาบันการเงินตลอดทั้ง Ecosystem เชื่อมต่อภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ Supply Chain ทั้งด้านเงินทุน ข้อมูล ความรู้ และเทคโนโลยี พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตและการปรับตัวของภาคธุรกิจ
การยกระดับดังกล่าวจึงมีความหมายมากกว่าการเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนของ SME แต่เป็น รากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของภาคธุรกิจ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทยให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
“วันนี้เรามีทั้ง Reinvent Thailand เป็น Roadmap มี PromptBiz เป็น Platform และมีสถาบันการเงิน
ที่พร้อมช่วยสนับสนุนทางการเงินบน Ecosystem นี้ สิ่งสำคัญคือ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มาร่วมลงมือกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง พาธุรกิจทุกขนาดเปลี่ยนผ่านและเติบโตไปพร้อมกัน พร้อมขับเคลื่อนศักยภาพของประเทศไทยไปสู่การเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม” นายสยามกล่าว
ด้าน นายมาซามิจิ โคโนะ ที่ปรึกษาอาวุโส MUFG Bank; กรรมการมูลนิธิ IFRS Foundation และสมาชิก Friends of Multilateralism Group (FMG) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมเสวนาบนเวทีหลักในหัวข้อ “The Global Acceleration Economy: De-Risking the Decade for ASEAN” โดยสะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกในยุคแห่งการเร่งตัว (Acceleration Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน พร้อมชี้ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้อาเซียนรักษาความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
หนึ่งในโอกาสสำคัญของไทยคือ กระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ของประเทศไทย
ซึ่งคุณโคโนะมองว่า ประโยชน์เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วง Technical Review ที่ไทยจะได้เทียบเคียงนโยบาย กรอบการดำเนินงาน แนวปฏิบัติ และมาตรฐานที่สอดคล้องกับประเทศสมาชิก ช่วยยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความโปร่งใส เสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเชื่อมโยงไทยกับเศรษฐกิจโลกได้ลึกซึ้งขึ้น
พร้อมกันนี้ คุณโคโนะยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดหลักกติกาสากล (Rules-based Multilateral Trading System) และความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของภูมิภาค พร้อมสะท้อนว่า นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมองประเทศไทยเป็นจุดหมายการลงทุนและศูนย์กลางของภูมิภาคที่มีศักยภาพ ด้วยจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ฐานอุตสาหกรรมที่มีความพร้อม รวมถึงกรอบทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและยึดหลักกติกาสากล
แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น แต่คุณโคโนะได้เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นและการพร้อมรับมือของระบบการค้าพหุภาคี โดยชี้ให้เห็นว่า ข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคีและระดับภูมิภาคยังคงได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของ WTO มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่ ทั้งยังย้ำว่า การรักษาตลาดที่เสรี เป็นธรรมและเปิดกว้าง ซึ่งช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพในระดับภูมิภาค ตลอดจนการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และส่งเสริมบทบาทของไทยในการเติบโตและการรวมตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
สำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืน คุณโคโนะชูบทบาทของ Transition Finance ในการสนับสนุนภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมให้เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ พร้อมสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย  ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานสามารถรับมือกับความเสี่ยง
จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนในระยะยาว ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องมาพร้อมกับการเปิดเผยข้อมูลที่มีคุณภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของตลาด ดึงดูดเงินทุนระยะยาว และทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับความเชื่อมั่นในระยะยาว
บทสรุปจากการเสวนาครั้งนี้ตอกย้ำว่า การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต้องขับเคลื่อน การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเชื่อมโยงในระดับภูมิภาค และการเงินเพื่อความยั่งยืน ไปพร้อมกัน โดยมี “ความเชื่อมั่น” เป็นรากฐาน ตั้งแต่ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงมาตรฐานสากล ความโปร่งใส และระบบการเงินที่พร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ในฐานะธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน กรุงศรี พร้อมผสานเครือข่ายระดับโลกของ MUFG, ความเชี่ยวชาญด้านการเงิน และนวัตกรรม เพื่อเป็น “Trusted Partner” ที่เชื่อมโอกาส เงินทุน และการเติบโตให้กับภาคธุรกิจไทย พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยและอาเซียนสู่อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
© 2026 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.