เซ็นทรัลพัฒนา รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ รับมือโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ

เซ็นทรัลพัฒนา รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ รับมือโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ

26 ส.ค. 2020
ภาพรวมครึ่งปีแรกของปี 2563 บริหารจัดการได้ดี ยังคงมีกำไรจากการดำเนินงานหลัก1,890 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากผลการดำเนินงานช่วง 2 เดือนแรกของปี ซึ่งตลอดช่วงโควิดต่อเนื่องถึงปัจจุบันยังคงให้ความช่วยเหลือแก่ร้า นค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อร่วม กันประคับประคองผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตไปด้วยกัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปในระยะยาว
ปรับแผนธุรกิจ บริหารต้นทุนค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ และทบทวนแผนการลงทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการตามแผนที่วางไว้
ดำเนินมาตรการรักษาความสะอาดเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้มาใช้บริการภายในศูนย์การค้า
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2563 แม้มีรายได้และกำไรสุทธิที่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ภาพรวมครึ่งปีแรกของปี 2563 บริหารจัดการได้ดี ยังคงมีกำไรสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1,890 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ยังคงวิสัยทัศน์การเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ตามแผนที่วางไว้ พร้อมปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินงานเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ เกิดขึ้น รวมทั้งมีการบริหารการเงินและสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับสถานการณ์การดำเนินงานที่ไม่แน่นอนในอนาคต
นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บัญชี และบริหารความเสี่ยงของ CPN กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ในช่วงล็อคดาวน์ บริษัทฯ ต้องปิดศูนย์การค้าเป็นการชั่วคราวทั้ง 33 แห่งในประเทศไทย และ 1 แห่งในประเทศมาเลเซีย รวมทั้งสิ้น 34 แห่ง โดยมีระยะเวลาการปิดศูนย์ที่แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ระหว่าง 45- 56 วัน โดยยังคงเปิดให้บริการในส่วนที่จำเป็นแก่ลูกค้า รวมทั้งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมในธุรกิจอื่น อาทิ ศูนย์อาหารและโรงแรม เป็นต้น ส่งผลให้ผลกระกอบการในไตรมาสที่ 2 2 ปี 2563 ลดลง โดยหากไม่รวมรายการที่มิได้เกิดขึ้นเป็นประจำและผลกระทบจากมา ตรฐานรายงานทางการเงิน บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,613 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 611 ล้านบาท ในขณะที่ภาพรวมครึ่งปีแรกของปี 2563 มีรายได้รวม 12,183 ล้านบาท และกำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ที่ 1,890 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากผลการดำเนินงานช่วง 2 เดือนแรก ซึ่งในระยะเวลาต่อมาได้ให้ความช่วยเหลือแก่ร้านค้าและผู้มีส่วนได้เสี ยทุกกลุ่ม เพื่อร่วมกันประคับประคองผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตไปด้วยกัน นอกจากนี้บริษัทฯ ยังรักษาความแข็งแกร่งของฐานะการเงินด้วย Net D/E ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 0.55 เท่า ต่ำกว่าระดับนโยบายของบริษัทฯที่ 1 เท่า ซึ่งถือว่ามีความพร้อมและยืดหยุ่นมากในการบริหารโครงสร้างเงินทุน ของบริษัท ทั้งนี้หลังจากมีการประกาศมาตรการผ่อนคลายล็อคดาวน์จากทางภา ครัฐ ที่ทางบริษัทฯ ได้กลับมาเปิดให้บริการศูนย์การค้าทั้ง 34 แห่งอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม 2563 บริษัทฯ ได้มีการบริหารจัดการลดต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายทุกด้าน พร้อมปรับแผนการดำเนินงานใหม่ให้เหมาะสมเพื่อบรรเทาผลกระทบ ที่เกิดขึ้นต่อรายได้และกำไร โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและรักษาผลตอบแทนให้แ ก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ได้มีการช่วยเหลือดูแลร้านค้าผู้เช่าและคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อ เนื่องด้วยการพิจารณายกเว้นค่าเช่าในช่วงที่มีการปิดศูนย์และปรับลด ค่าเช่าตามสัดส่วนที่เหมาะสมทำให้ผู้เช่าสามารถกลับมาเปิดให้บริการ ในศูนย์การค้าได้อีกครั้ง ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาอัตราพื้นที่เช่าไว้ได้เฉลี่ยที่ 92% เท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน”
บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและความสะอาดเชิงรุกภายใ นศูนย์อย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นในวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาศูนย์การค้าให้เป็นศูนย์กลางการใช้ ชีวิตวิถีใหม่หรือ ‘Center of Life’ ในยุค NEW Normal เพื่อเป็นสถานที่ที่สะอาดและปลอดภัยสูงสุด ที่ลูกค้าสามารถมั่นใจในการมาใช้บริการและใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งภายหลังจากการกลับมาเปิดให้บริการศูนย์ฯ อีกครั้ง ส่งผลให้จำนวนผู้มาใช้บริการศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉ พาะการฟื้นตัวจากดีมานด์ภายในประเทศ ทั้งนี้ ยังมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อปรับกลยุทธ์ในการ บริหารศูนย์การค้าและกิจกรรมทางการตลาดซึ่งใส่ใจชุมชนและสังคม โดยการจัดสรรพื้นที่ในศูนย์การค้าให้กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบกา รทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ได้นำสินค้ามาจำหน่าย 3 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและเปิดโอกาสให้มีช่องทางสร้างรายได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าได้เลือกซื้อสินค้าในราคาย่อมเ ยาเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในระยะยาว
บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและความสะอาดเชิงรุกภายใ นศูนย์อย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นในวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาศูนย์การค้าใปัจจุบัน CPN บริหารจัดการศูนย์การค้า 34 แห่ง มีพื้นที่ให้เช่าสุทธิรวม 1.8 ล้านตารางเมตร (อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 โครงการ, ต่างจังหวัด 18 โครงการ และในมาเลเซีย 1 โครงการ) ศูนย์อาหาร 30 แห่ง อาคารสำนักงาน 7 อาคาร โรงแรม 2 แห่ง โครงการที่พักอาศัยอีก 12 โครงการ ประกอบด้วยคอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์ ESCENT, ESCENT VILLE, ESCENT PARK VILLE, และ PHYLL จำนวน 9 โครงการ และโครงการแนวราบ จำนวน 3 โครงการ ซึ่งเมื่อไตรมาส 1 ปี 2563 ที่ผ่านมา ได้เปิดตัว 2 โครงการใหม่ ได้แก่ โครงการ เอสเซ็นท์ทาวน์ พิษณุโลก และนินญา กัลปพฤกษ์ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี นอกจากนี้ CPN เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLAND ซึ่งเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ที่ดำเนินการแล้ว และสินทรัพย์ที่รอการพัฒนาอยู่บนทำเลศักยภาพสูงในกรุงเทพฯ
บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ตามแผนระยะยาวที่วางไว้ โดยโครงการมิกซ์ยูสที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ได้แก่ เซ็นทรัลพลาซา อยุธยา และเซ็นทรัลพลาซา ศรีราชา (กำหนดเปิดปี 2564) เซ็นทรัลพลาซา จันทบุรี (กำหนดเปิดปี 2565) และโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ที่ร่วมพัฒนากับบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) บนทำเลทอง “ซุปเปอร์คอร์ ซีบีดี” ในกรุงเทพฯ โดยจะทยอยเปิดให้บริการในปี 2566-2567 เป็นต้นไป สำหรับแผนการลงทุนและเป้าหมายทางธุรกิจในระยะ 5 ปี (ปี 2563- 2567) บริษัทฯ ได้มีการปรับแผนการลงทุน และแผนพัฒนาโครงการใหม่ที่ยังไม่ได้ประกาศ ทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสม (Mixed-use Development) โครงการที่พักอาศัย รวมถึงแผนการปรับปรุงสินทรัพย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อเพิ่มมูลค่าเพื่อเ ตรียมความพร้อม และรักษาสถานะทางการเงินและสภาพคล่องเพื่อรองรับการดำเนินธุร กิจท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายจาก COVID-19 รวมทั้งศึกษาโอกาสการลงทุนธุรกิจใหม่ในรูปแบบอื่น การเข้าซื้อกิจการ และการลงทุนในต่างประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ มาเลเซีย และเวียดนาม รวมถึงศึกษาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงเ พื่อขยายช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่และสอดคล้องกับแผนการเติ บโตตามเป้าหมายในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
Tag:CPN
© 2021 Marketthink. All rights reserved.