จากคนขายข้าวเกรียบถุงละ 1 บาท สู่เจ้าของ “มโนห์รา” แบรนด์ข้าวเกรียบ 500 ล้าน

จากคนขายข้าวเกรียบถุงละ 1 บาท สู่เจ้าของ “มโนห์รา” แบรนด์ข้าวเกรียบ 500 ล้าน

27 ธ.ค. 2020
มีนักธุรกิจไทยหลายคน ที่ความสำเร็จในปัจจุบัน เกิดจากลำบากในวัยเด็ก
อาทิ ต้องทำงานค้าขาย เพื่อหาเลี้ยงชีพ และส่งเสียตัวเองเรียน
ซึ่ง คุณ อภิวัฒน์ วังวิวัฒน์ ผู้ให้กำเนิดแบรนด์ข้าวเกรียบ “มโนห์รา” ก็เป็นหนึ่งในนั้น
คุณ อภิวัฒน์ เดิมทีเป็นคนจังหวัดสงขลา โดยพ่อเป็นช่างไม้
แต่โชคร้าย แม่ ต้องเสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนเขาเด็กๆ และพ่อก็ไปมีครอบครัวใหม่
เขาจึงต้องใช้ชีวิตอยู่กับพี่สาว เพียงสองคน
ด้วยความที่พี่สาวของเขา มีฝือมือในการทำขนม นมเนย
เขาจึงช่วยพี่สาวขายขนมไทย ตั้งแต่อายุ 13 โดยแวะเวียนไปขายตามร้านกาแฟ, อู่ซ่อมรถ และสถานที่ต่างๆ
เพื่อหาเงินมาประทั่งชีวิต และไว้จ่ายค่าเล่าเรียน
พอมีเงินเก็บสักก้อน คุณ อภิวัฒน์ ก็ได้ร่วมกับพี่สาว เปิดร้านขายของชำ
โดยเขาจะดูแลร้านในช่วงหลังเลิกเรียน ส่วนเวลาอื่นให้พี่สาวดูแล
และชักชวนให้พี่สาวหันมาทำข้าวเกรียบวางขายภายในร้าน แทนขนมไทย
เพราะมองว่า ข้าวเกรียบทำง่ายกว่า และไม่เสียง่าย สามารถเก็บได้ยาวนานเป็นปี
ซึ่งนอกจากขาย ข้าวเกรียบในร้านของตัวเองแล้ว
คุณ อภิวัฒน์ ยังนำข้าวเกรียบใส่ถุงพลาสติก เดินเร่ขายตามริมชายหาดสมิหลา ในราคาถุงละ 1 บาท
ก่อนจะจ้างคนอื่นให้ไปเดินขายให้ในภายหลัง
ต่อมา คุณ อภิวัฒน์ ก็ต้องหยุดขายข้าวเกรียบในจังหวัดสงขลา เพื่อเดินทางมาสอบเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ
แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่อยู่นิ่ง คิดอยากหารายได้อยู่ตลอดเวลา
ไม่นานหลังจากเข้ากรุงเทพฯ เขาจึงหันมาขายข้าวเกรียบอีกครั้ง
โดยให้พี่สาวส่งข้าวเกรียบดิบที่ยังไม่ทอดจากสงขลา ด้วยรถไฟมาให้
และตั้งกะละมังวางขายข้าวเกรียบ ในละแวกท่าพระจันทร์ และสนามหลวง
ซึ่งมีลูกค้าจำนวนไม่น้อย ได้ลองชิมข้าวเกรียบของคุณ อภิวัฒน์ แล้วชื่นชอบ
ทำให้กิจการขายข้าวเกรียบรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ
จนคุณ อภิวัฒน์ ตัดสินใจว่าจะเข้าสู่ธุรกิจขายข้าวเกรียบอย่างจริงจัง
โดยติดต่อซื้อเครื่องจักรผลิต และก่อตั้งโรงงานเล็กๆ เป็นตึกแถวย่านบางขุนนนท์
ก่อนจะขยับขยายไปสร้างโรงงานที่ทันสมัย ในนิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร ซึ่งใกล้กับแหล่งวัตถุดิบและจุดส่งออก ทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งและการผลิต
ทั้งนี้ เริ่มแรก ข้าวเกรียบของคุณ อภิวัฒน์ มีชื่อเรียกว่า “ข้าวเกรียบสงขลา”
แต่ชื่อนี้ไม่สามารถนำไปจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ได้ เนื่องจากใช้ชื่อจังหวัดเป็นเครื่องหมายค้า
เขาเลยใช้ชื่อแบรนด์ว่า “มโนราห์” แทน
เพราะมองว่าเป็นชื่อที่จำง่าย และยังสื่อถึงภาคใต้ เช่นเดียวกับคำว่า สงขลา
แล้วที่ผ่านมา มโนห์รา สร้างยอดขายได้เท่าไร ?
บริษัท มโนห์ราอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด
ผู้ผลิตข้าวเกรียบแบรนด์ มโนห์รา
ปี 2561 มีรายได้ 422 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 506 ล้านบาท
บริษัท มโนห์รา มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
ผู้จัดจำหน่ายข้าวเกรียบแบรนด์ มโนห์รา
ปี 2562 มีรายได้ 344 ล้านบาท
ปี 2563 มีรายได้ 358 ล้านบาท
โดยสัดส่วนยอดขายของแบรนด์ มโนห์รา
70% จะเป็นตลาดภายในประเทศ และ 30% จะเป็นตลาดต่างประเทศ
ซึ่ง มโนห์รา มีการส่งออกสินค้าไปมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทวีปเอเชีย, ยุโรป และอเมริกา
ในส่วนของสินค้า มโนห์รา ผลิตทั้งข้าวเกรียบกุ้ง, ข้าวเกรียบปลา, ข้าวเกรียบปู, ข้าวเกรียบเผือก, ข้าวเกรียบฟักทอง ฯลฯ วางขาย
และหากถามว่าในปัจจุบัน ข้าวเกรียบแบรนด์ไหนที่อร่อยและมีคนรู้จักกันมากที่สุด
“มโนห์รา” ก็คงเป็นหนึ่งในชื่อแรกๆ ที่ผู้บริโภคนึกถึง
คุณ อภิวัฒน์ ได้เปิดเผยว่า ในช่วงชีวิตตอนวัยเด็กและวัยรุ่น
เขาไม่เคยได้มีโอกาสไปเที่ยวเล่นเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ
และด้วยความยากจน รวมถึงต้องทำงานหาเงินเองตั้งแต่เด็กๆ
ทำให้เขารู้จักคุณค่าของเงิน รู้จักเก็บเงินเก่ง และเลือกใช้ชีวิตแบบสมถะ
นอกจากนี้ คุณ อภิวัฒน์ ยังได้เผยมุมมองของการทำธุรกิจ
1) เรื่องของปัญหา
โดยเขามองว่า การทำธุรกิจ สิ่งที่ต้องเจอเป็นประจำแน่ๆ คือ “ปัญหา”
แต่ตัวปัญหา ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป
เพราะเมื่อเราแก้ปัญหาได้มากๆ ก็จะทำให้เรา และธุรกิจของเรา แข็งแกร่งขึ้น และเติบโตได้ในที่สุด
2) ทุนสำรอง
เมื่อธุรกิจได้กำไรมา 100 บาท จะเก็บเป็นทุนสำรอง 30 บาท หรือมากกว่านั้น
เผื่อเป็นตัวกันชนในยามประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
3) การคิดนอกกรอบ
เวลาจะแก้ปัญหา หรือคิดอะไรก็ตาม ต้องคิดให้นอกกรอบ
ในทางคณิตศาสตร์ 1+1 = 2 แต่ในทางธุรกิจอาจไม่ใช่ 2
ดังนั้น จงบริหารจัดการธุรกิจ ด้วยมุมมองของผู้ประกอบการ ไม่ใช่นักวิชาการ..
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.