จากคนที่ทิ้งชีวิตช่วงวัยรุ่น สู่เจ้าของ “ลูก-ชิ้น-จัง” แฟรนไชส์ร้านลูกชิ้นปลาทอด

จากคนที่ทิ้งชีวิตช่วงวัยรุ่น สู่เจ้าของ “ลูก-ชิ้น-จัง” แฟรนไชส์ร้านลูกชิ้นปลาทอด

3 มิ.ย. 2021
ใครจะไปคิดว่า “ลูกชิ้นปลา” เนื้อนุ่ม สีขาวนวล ที่ใส่มาในชามก๋วยเตี๋ยว
หรือบางครั้ง ถ้าไม่นำไปเสียบไม้ย่าง ก็นำมาทอดกรอบ ราดด้วยน้ำจิ้ม​ หาซื้อได้ตามข้างทาง ราคาไม้ละ 5-10 บาท
แต่พอถูกจับมาแต่งตัวใหม่ ใส่แบรนด์และเสริมพลังทางการตลาด เข้าไปเท่านั้น
ก็สามารถกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักล้านได้เหมือนกัน
เหมือนอย่างแบรนด์ “ลูก-ชิ้น-จัง” ที่ผู้ก่อตั้งเห็นโอกาสทางธุรกิจที่อยู่ใกล้ตัว แล้วนำมาต่อยอดจนกลายเป็น
ธุรกิจแฟรนไชส์ร้านลูกชิ้นปลาทอดรายแรกของไทย​
แล้วแบรนด์ ลูก-ชิ้น-จัง เริ่มต้นมาได้อย่างไร ?
ทำไมถึงพลิกโฉม สตรีตฟูด ที่คนไทยคุ้นเคย จนกลายเป็นธุรกิจเงินล้านได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ก่อนอื่น ต้องเท้าความไปถึงวัยเด็กของ คุณหนุ่ย-เจตุบัญชา อำรุงจิตชัย ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ลูก-ชิ้น-จัง
คุณหนุ่ยเติบโตมาในครอบครัวพ่อค้า ที่เปิดแผงขายส่งวัตถุดิบให้ร้านก๋วยเตี๋ยวและร้านลูกชิ้นทอด
เมื่อว่างเว้นจากการเรียน คุณหนุ่ยจะต้องตื่นตั้งแต่เที่ยงคืน เพื่อไปช่วยขายของที่ตลาดเช้า
เริ่มตั้งแผงกันตั้งแต่ ตี 1 ขายจนถึง 10 โมงเช้า
สิ่งที่คุณหนุ่ยได้เรียนรู้ และกลายเป็นวิชาติดตัวมาจนโต คือ วิชาค้าขายและการรักษาลูกค้า
ซึ่งตรงจุดนี้ต้องอย่าลืมว่า ในตลาดสด มีแผงที่ขายสินค้าในลักษณะที่เหมือนกันเต็มไปหมด
ฉะนั้น ถ้าอยากขายดี ก็คงไม่ใช่แค่ ทำให้ลูกค้าอยากเดินตรงเข้ามาซื้อของ
แต่ต้องคิดว่า จะทำอย่างไรเพื่อรักษาลูกค้าไม่ให้เปลี่ยนใจ พร้อมเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้เป็นลูกค้าขาประจำ
ซึ่งเคล็ดลับของคุณหนุ่ยในเวลานั้น ก็ไม่มีอะไรมาก แค่อาศัยความจริงใจและเป็นกันเอง
ทำอย่างไรก็ได้ ให้ลูกค้าที่เข้ามาในร้าน รู้สึกว่า มาซื้อของแล้วได้มาเจอญาติ มาเจอลูก เจอหลาน
จากเด็กที่เติบโตมากับตลาดสด ทำให้คุณหนุ่ยเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาตลอด
จนเมื่อโตเป็นหนุ่ม เขาเริ่มสังเกตว่า ปริมาณลูกค้าที่มาจ่ายตลาดเช้าน้อยลงทุกที เพราะลูกค้าหันไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตแทน
แทนที่จะปล่อยให้กิจการที่เลี้ยงครอบครัวมาหลายสิบปี ค่อย ๆ ล้มหายตายจากไปต่อหน้าต่อตา
คุณหนุ่ยได้ลองเสนอให้คุณพ่อเปลี่ยนวิธีการขาย
จากการที่รอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหา เป็นการเดินเข้าไปหาลูกค้าแทน
แต่กระนั้นแล้ว คุณพ่อกลับไม่เห็นด้วย..
คุณหนุ่ย ซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 20 ปี และยังเป็นนักศึกษา
จึงตัดสินใจพิสูจน์ตัวเองให้คุณพ่อเห็น ด้วยการสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเองขึ้นมา
โดยทุกวัน เขาจะตื่นนอนตั้งแต่ตี 3 เพื่อนำลูกชิ้นปลา ที่แบ่งไว้ถุงละ 10-20 ลูก
พร้อมใส่เบอร์ติดต่อของตัวเอง ไปเสนอขายให้แม่ค้าตามตลาดสดต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ
จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะให้ทดลองชิมว่า ถูกใจสินค้าหรือไม่
และหากสนใจ คุณหนุ่ยก็ยังมีบริการส่งลูกชิ้นปลา ให้ถึงที่อีกด้วย
ใครจะไปคิดว่า ธุรกิจขายส่งที่เริ่มต้นแบบไม่ได้ใช้เงินทุนมากมาย จะได้รับการตอบรับค่อนข้างดี
แม้จะต้องแลกกับชีวิตวัยรุ่นที่ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่กับเพื่อน ๆ แต่ธุรกิจนี้ก็ทำกำไรหลักแสน ให้คุณหนุ่ยตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มเดาว่า นี่คงจะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์ ลูก-ชิ้น-จัง
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย.. ​
เพราะในเวลานั้น คุณหนุ่ยยังคงมองว่า ธุรกิจที่เขาทำ ยังไปต่อได้ก็จริง
แต่ก็อาจจะไม่ได้เติบโตเท่าที่ควร
เขาจึงตัดสินใจยกลูกค้าทั้งหมด ที่เขาได้มีการติดต่อให้กับคุณพ่อ เพื่อนำไปบริหารต่อ
ส่วนตัวเขาเอง จะเบนเข็มไปเป็นมนุษย์เงินเดือน อย่างเต็มตัว
แต่ไม่ใช่เพราะว่าเขายอมแพ้
แต่เพราะคุณหนุ่ยมีเป้าหมายในใจว่า ถ้าวันหนึ่งอยากเป็นเถ้าแก่ อยากมีธุรกิจของตัวเอง
นอกจากวิชาค้าขายแล้ว
อีกบทเรียนสำคัญ คือ เขาต้องฝึกการเป็นลูกน้อง และเรียนรู้ที่จะบริหารคนให้เป็น
เวลาผ่านมา 5 ปีเต็ม กับการสวมบทพนักงานบริษัท
ซึ่งคุณหนุ่ยก็ยอมรับว่า ในตอนนั้นความฝันที่จะออกมาเป็นเถ้าแก่ ค่อย ๆ เลือนหายไป
จนกระทั่งมาเจอ “ลูกชิ้นปลา” เปลี่ยนชีวิต
ที่บอกว่าเปลี่ยนชีวิต ก็เพราะวันหนึ่งขณะที่เขาแวะพักจากการทำงาน
แล้วซื้อลูกชิ้นปลาเสียบไม้จากรถเข็นมากิน
แต่ดูเหมือนว่า ประสบการณ์ที่เขาได้มาครั้งนี้ จะไม่เป็นที่พึงพอใจ
เพราะว่ารสชาติของลูกชิ้นปลาไม้นั้น ไม่อร่อยเอาเสียเลย
ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า ลูกชิ้นปลาไม้นี้ อาจทอดในน้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพ
พอเรื่องเป็นแบบนี้ คุณหนุ่ยจึงสวมบทลูกค้าใจกล้า เข้าไปถามแม่ค้าว่า
เพราะเหตุใด น้ำมันที่ใช้ทอดถึงได้ดำและเก่าขนาดนี้ แล้วทำไมถึงไม่ยอมเปลี่ยน ?
แม่ค้าก็ตอบกลับสั้น ๆ ว่า “มันไม่คุ้ม กลัวกำไรจะหาย”
จากคำตอบนั้น ​จึงได้จุดประกายให้คุณหนุ่ยเริ่มคิดแล้วว่า นี่คงจะถึงเวลาแล้ว ที่จะออกมาเป็นเถ้าแก่
โดยธุรกิจที่เขาอยากทำ คือ การยกระดับของวงการอาหารทานเล่น อย่าง “ลูกชิ้นปลา”
ซึ่งนอกจากจะเป็นเมนูโปรด เขายังมีความคุ้นเคยดี เพราะคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก
คุณหนุ่ย ในวัย 28 ปี จึงได้เริ่มตั้งต้นเปิด “บริษัท ลูกชิ้นจัง ดิสทริบิวเตอร์ จำกัด” ในปี พ.ศ. 2551 หรือเมื่อ 13 ปีที่ผ่านมา
ก่อนที่ในปัจจุบัน จะเปลี่ยนเป็น บริษัท ฟู้ดอโมเม้นท์ จํากัด
ในช่วงแรก คุณหนุ่ยยังไม่ได้คิดจะใช้โมเดลธุรกิจแฟรนไชส์
แต่เพราะมีลูกค้าที่เห็นเขาไปเปิดบูทในงานแสดงสินค้า Made in Thailand ที่อิมแพ็ค อารีน่า
แล้วเกิดความสนใจ เลยเข้ามาลองสอบถามว่า ร้านลูกชิ้นปลาของคุณหนุ่ย มีขายแฟรนไชส์หรือไม่
เพราะอยากนำไปเปิดแถวบ้าน
แรงบันดาลใจนี้ จึงทำให้คุณหนุ่ยเห็นช่องทางว่า การดำเนินโมเดลธุรกิจแบบแฟรนไชส์
ก็น่าสนใจเหมือนกันนะ เขาจึงค่อย ๆ ศึกษาและต่อยอดมาเรื่อย ๆ
จนถึงปัจจุบัน “ลูก-ชิ้น-จัง”​ มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ มากถึง 600 สาขา
ครอบคลุมทั้งในห้างสรรพสินค้า แหล่งชุมชน และยังมีสาขาอยู่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station
และมียอดขายลูกชิ้นปลา เฉลี่ยอยู่ประมาณ 3,000 กิโลกรัมต่อเดือน หรือประมาณ 2 ล้านกิโลกรัมต่อปี
ในอนาคต คุณหนุ่ยได้วางแผนว่าจะขยายให้ครบ 1,000 สาขา
โดยจะเน้นเปิดสาขาในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็นหลัก
เพื่อขยายฐานลูกค้า เจาะกลุ่มนักเดินทางเพิ่มมากขึ้น
มาถึงตรงนี้ ​ก็น่าสนใจว่า ในช่วงที่ธุรกิจร้านอาหารในบ้านเรา กำลังรับมือกับศึกหนัก จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ระลอกที่ 3
“ลูก-ชิ้น-จัง” ซึ่งถูกจัดอยู่ในประเภทของทานเล่นระหว่างมื้อ แม้จะมีสาขากระจายอยู่ทั่วเมือง
แต่ในวันที่ผู้คนสัญจรไปมาน้อยลง​
ลูก-ชิ้น-จัง จะมีวิธีแก้เกมอย่างไร เพื่อประคับประคองธุรกิจ และจูงมือให้บรรดาแฟรนไชซี ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน
เพราะการเดิมพันครั้งนี้ ไม่ใช่การแย่งพื้นที่ในกระเพาะอาหารของลูกค้าเท่านั้น
แต่​ไม่ว่าแบรนด์เล็กหรือแบรนด์ใหญ่ ต่างกำลังแย่งชิงเงินในกระเป๋าของลูกค้า
ดูเหมือนว่าวิกฤติครั้งนี้ ไม่เพียงทำให้เงินในกระเป๋าของบางคนน้อยลง
แต่หลายคน ก็เลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้นเป็นเท่าตัว
เพราะไม่รู้ว่า วิกฤตินี้ จะจบลงเมื่อใด..
© 2021 Marketthink. All rights reserved.