ธุรกิจ อาบ อบ นวด กำลังถูก DISRUPT

ธุรกิจ อาบ อบ นวด กำลังถูก DISRUPT

19 พ.ย. 2019
เราคงเคยได้ยินคำว่า “นางคณิกา” ที่อยู่ในหอนางโลม ในหนังจีนย้อนยุค
จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ในบ้านเราเรียกว่า “นางงามตู้กระจก”
ซึ่งอยู่ในธุรกิจ อาบ อบ นวด
แต่เชื่อหรือไม่ว่าธุรกิจ อาบ อบ นวด เมืองไทย
มีจุดเริ่มต้นจากการอาบน้ำของชาวญี่ปุ่น ที่ชื่อว่า ‘ออนเซน’
โดยในปี พ.ศ. 2494 มีนักธุรกิจไทยเปิดสถานบริการ ‘บางกอก ออนเซน’
ต่อมาปี พ.ศ. 2512 ช่วงสงครามเวียดนาม ทหารอเมริกันได้เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น
จากที่บริการอาบน้ำธรรมดาก็เกิดไอเดียมีบริการเสริมคือ ขายบริการทางเพศ
ผลปรากฏว่าลูกค้าเข้าใช้บริการล้นหลาม จนทำให้นักธุรกิจเงินหนาสนใจลงทุนในธุรกิจนี้กันมากมาย
ธุรกิจ อาบ อบ นวด ขยายอาณาจักรของตัวเองจากเริ่มต้นบนถนนศรีอยุธยา มาสู่ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่
จนมาถึงถนนพระราม 9 และขยายตัวไปทั่วกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ
จากข้อมูลที่เคยมีการบันทึกไว้จากสถิติกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2556
ระบุว่าในปี พ.ศ. 2547 มีจำนวน อาบ อบ นวด 390 แห่ง
ขณะที่ในปี พ.ศ. 2556 มีจำนวน อาบ อบ นวด 527 แห่ง
จะเห็นว่าภายใน 9 ปี มีจำนวน อาบ อบ นวด ในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นถึง 137 แห่ง
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยว่าทำไมธุรกิจ อาบ อบ นวด ถึงดึงดูดให้นักลงทุนเงินหนาสนใจในธุรกิจนี้
ทั้งๆ ที่ต้องลงทุนก่อสร้างสถานที่ ตกแต่งสวยงาม หาหมอนวดหน้าตาดีๆ มาดึงดูดลูกค้า
รวมไปถึงยังต้องขอใบอนุญาตในการเปิดกิจการมูลค่าหลายสิบล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนห้องที่เปิดให้บริการและระยะเวลาใบอนุญาต
เหตุผลเพราะธุรกิจ อาบ อบ นวด น่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า
หากเราใช้วิธีคิดง่ายๆ เทียบธุรกิจ อาบ อบ นวด กับธุรกิจโรงแรม 3 - 5 ดาว
ในจำนวน 1 ห้องเวลา 24 ชั่วโมง เท่าๆ กัน
1 ห้องของโรงแรมหารายได้ใน 1 วัน ได้แค่ครั้งเดียว
ผิดกับธุรกิจ อาบ อบ นวด ที่ 1 ห้องสามารถให้บริการได้ 4-5 ครั้งต่อวัน
โดยเจ้าของ อาบ อบ นวด จะได้เงินค่าเช่าห้องที่หักจากผู้หญิงที่ให้บริการตั้งแต่ 800 - 1,700 บาทต่อครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับเรตค่าตัว และรูปแบบของห้องนั้นเอง
จะเห็นว่า 1 ห้องของ อาบ อบ นวด ในเวลาเท่าๆ กัน สามารถหาเงินได้มากกว่า 1 ห้องของโรงแรม
อีกทั้งธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่ได้รับความนิยมเฉพาะพ่อบ้านใจกล้า แต่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเองก็แอบแวะเวียนมาอยู่บ่อยครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้ แสงไฟในยามราตรีของธุรกิจนี้ จากที่เคยสว่างไสว กำลังจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป..
เมื่อต้องเจอกับความท้าท้ายครั้งใหม่
เวลานี้ธุรกิจขายบริการทางเพศ กำลังแอบโตระเบิดในโลก Social
จริงๆ แล้วไม่ใช่เพิ่งมี
แต่มีมานานตั้งแต่ยุคอินเทอร์เน็ตเริ่มแรก
ที่ผู้ซื้อกับผู้ขายบริการจะโพสต์ตามเว็บบอร์ดต่างๆ
จากนั้นก็ไปเจรจาตกลงค่าบริการกันเอง
เพียงแต่ในยุคนี้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้นผ่านสมาร์ตโฟน
อีกทั้งการขายบริการทางเพศใน Social ก็ถูกจัดระบบให้เป็นรูปแบบธุรกิจมากขึ้น
เช่น การจัดกลุ่มลับในห้องแช็ต LINE หากใครสนใจคนไหนก็ติดต่อผ่านนายหน้าอีกที
ที่สำคัญคือ บริการทางเพศแบบนี้ตอบโจทย์ความสะดวกสบายกว่าไป อาบ อบ นวด
เพราะมีบริการ Delivery ส่งตรงถึงห้องลูกค้า หรือตามสถานที่นัดหมายต่างๆ
โดยที่ไม่ต้องเสียค่าหัวคิว ค่าสถานที่ให้แก่ อาบ อบ นวด
เรียกว่า อาบ อบ นวด กำลังถูก Disrupt โดยการถูกตัดตัวกลางออกไป
เมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้ ผลที่ตอบมาก็คือ อัตราการเข้าใช้บริการ อาบ อบ นวด ของผู้ชายไทยลดน้อยลง
ขณะเดียวกันจำนวนผู้หญิงที่ทำงานใน อาบ อบ นวด ก็มีจำนวนที่น้อยลงเช่นกัน
การนัดหมายกันในแอป ทำให้ผู้ชายก็ประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทางไปที่อาบ อบ นวด
แถมไม่ต้องเขินอาย ขณะเดียวกันผู้หญิงที่ให้บริการ ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งรออยู่ในตู้ ประกาศต่อสาธารณะว่าตัวเองทำงานขายบริการทางเพศ
ปรากฏการณ์นี้เองทำให้ อาบ อบ นวด หลายแห่งที่ปรับตัวไม่ทัน สายป่านไม่ยาวพอ เลือกที่จะเลิกกิจการ ขายที่ดินให้แก่บริษัทอสังหาริมทรัพย์
ตัวอย่างเช่น อาบ อบ นวด อัมสเตอร์ดัม ทำเลพระราม 9 ที่มีเนื้อที่ 3 ไร่ ขายที่ดินให้แก่ บริษัทอนันดา
อาบ อบ นวด ชวาลา บนถนนศรีอยุธยา เนื้อที่ 5 ไร่ ก็ขายที่ดินในราคา 1,200 ล้านบาทให้แก่ บริษัทศุภาลัย
อีกทั้งนักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ยังมองว่าในอนาคตจะมี อาบ อบ นวด อีกหลายแห่งที่ต้องการจะขายที่ดิน ด้วยเหตุผลคือ ผู้ชายยุคใหม่ไม่นิยมเที่ยว อาบ อบ นวด เพราะมีทางเลือกมากขึ้นกว่าในอดีต
แล้วบทสรุปธุรกิจ อาบ อบ นวด ที่เคยเฟื่องฟูในอดีต จะเป็นอย่างไร
ก็คงไม่มีใครตอบได้ชัดเจน แต่สิ่งที่เราอาจได้เห็นคือ การปรับโมเดลธุรกิจ
ซึ่งใครจะไปรู้ ในอนาคตเราอาจได้เห็นเจ้าของ อาบ อบ นวด มีบริการใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อไม่ให้ตัวเองถูก Disrupt ก็เป็นไปได้..
หมายเหตุ: บทความนี้มีเจตนาเพื่อวิเคราะห์เรื่องที่เกิดขึ้นจริงของพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคนในสังคม และไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนให้มีการซื้อขายบริการทางเพศแต่อย่างใด
© 2017-2020 Marketthink. All rights reserved.