MINT รายงาน ไตรมาส 3/65 พลิกกลับมาทำกำไร 4,600 ล้านบาท สูงกว่าก่อนโควิดระบาดแล้ว

MINT รายงาน ไตรมาส 3/65 พลิกกลับมาทำกำไร 4,600 ล้านบาท สูงกว่าก่อนโควิดระบาดแล้ว

10 พ.ย. 2022
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เจ้าของธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารชื่อดัง เช่น The Pizza Company, Burger King และ Bonchon รายงานผลดำเนินการประจำไตรมาส 3 ปี 2565 ที่ผ่านมา ซึ่งพลิกกลับมาทำกำไร ในระดับสูงกว่าการระบาดของโควิด 19 แล้ว
โดยในไตรมาส 3 ปี 2565 MINT รายงานกำไร 4,600 ล้านบาท
ซึ่งพลิกกลับมามีกำไร เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่ขาดทุนสุทธิ 436 ล้านบาท
ส่วนถ้าดูภาพรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565
MINT มีกำไรอยู่ที่ 2,400 ล้านบาท
ซึ่งฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่ขาดทุนสุทธิ 11,600 ล้านบาท
สำหรับ MINT ดำเนินธุรกิจใน 3 ภาคส่วนได้แก่ ไมเนอร์ โฮเทลส์, ไมเนอร์ ฟู้ด และไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์ ซึ่งปัจจุบันทั้ง 3 หน่วยธุรกิจกลับมามีผลกำไรในระดับสูงกว่าไตรมาส 3 ปี 2562 หรือก่อนการระบาดของโควิด 19
- ไมเนอร์ โฮเทลส์
ในไตรมาส 3 ปี 2565 มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน 1,500 ล้านบาท
พลิกฟื้นจากผลขาดทุนจากการดำเนินงานจำนวน 2,400 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
และเติบโตขึ้น 32% เมื่อเทียบกับกำไรของไตรมาส 2 ปี 2565
สาเหตุก็มาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือเพื่อธุรกิจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปและลาตินอเมริกาที่รายงานผลการดำเนินการในไตรมาส 3 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ จากราคาค่าห้องพักที่สูงขึ้น
ส่วนในประเทศไทย ก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น และราคาค่าห้องพักสูงขึ้น
ผลักดันให้รายได้เฉลี่ยห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมในประเทศไทย เติบโตถึง 75% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการระบาดของโควิด 19
- ไมเนอร์ ฟู้ด
ในไตรมาส 3 ปี 2565 มีผลกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 399 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน
โดยเป็นผลมาจากการที่เมืองหลักต่าง ๆ ผ่อนคลายมาตรการป้องกันการระบาดของโควิด 19 ไม่เว้นแม้แต่ประเทศจีนที่ให้นั่งรับประทานอาหารภายในร้านได้แล้ว ทำให้บริษัทมีความสามารถในดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพได้มากขึ้น
เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจอาหารในประเทศไทยและออสเตรเลีย ที่ยังคงมีสร้างผลกำไรอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนลูกค้าภายในร้านด้วยการออกเมนูและนวัตกรรมใหม่ ๆ ส่งผลให้ยอดขายต่อร้านเดิมโดยรวมของทั้งบริษัทเติบโตขึ้น 16.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ เมื่อประกอบกับการขยายสาขาและการกลับมาเปิดให้บริการร้านอาหารที่ปิดให้บริการชั่วคราวในปีที่ผ่านมา ไมเนอร์ ฟู้ดมียอดขายโดยรวมทุกสาขาเติบโต 41.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนการระบาดในปี 2562 ราว 2%
- ไมเนอร์ ไลฟ์สไตล์
ในไตรมาส 3 ปี 256 มีกำไรจากการดำเนินงานพลิกฟื้นกลับมาเป็นบวกจำนวน 72 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ที่ขาดทุน 86 ล้านบาท
ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนลูกค้าภายในร้านและประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น
หลังจากนี้ MINT มองว่า แนวโน้มเชิงบวกของการจองห้องพักและร้านอาหารล่วงหน้า จะช่วยผลักดันให้สามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงแรม โดยเฉพาะในทวีปยุโรปที่จะได้รับแรงผลักดันจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวที่อยู่ในประเทศห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจากทวีปอเมริกาเหนือและทวีปเอเชีย
ส่วนไมเนอร์ ฟู้ด ก็ยังคงมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงรูปแบบร้านค้าใหม่ แพลตฟอร์มโปรแกรมความภักดีระหว่างลูกค้าต่อแบรนด์ใหม่ ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
โดยเมื่อไม่นานมานี้ ไมเนอร์ ฟู้ด ได้เปิดตัวแบรนด์พูเลท์ (Poulet) ซึ่งเป็นร้านไก่อบในประเทศไทยด้วย
ด้านคุณ ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT กล่าวปิดท้ายว่า “บริษัทมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าจะยังคงสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งต่อไปในปี 2565 ผ่านความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้น"
© 2024 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.