สรุปโอกาสลงทุนใน หุ้น ทองคำ บิตคอยน์ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จากงาน THE WISDOM Investment Forum : Wealth in Challenging World

สรุปโอกาสลงทุนใน หุ้น ทองคำ บิตคอยน์ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จากงาน THE WISDOM Investment Forum : Wealth in Challenging World

16 พ.ย. 2022
สถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มต้นปีด้วยสัญญาณบวก แต่ก็ตามมาด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และวิกฤติเงินเฟ้อ ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกมีความผันผวน ส่งผลต่อการลงทุนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นำมาซึ่งคำถามใหญ่ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ?
ที่สำคัญ นักลงทุนจะวางกลยุทธ์ในการลงทุน เพื่อปรับพอร์ตอย่างไร ?
เพื่ออัปเดตข้อมูลการลงทุนที่น่าสนใจ เดอะวิสดอมกสิกรไทย จึงได้จัดงานสัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “Wealth in Challenging World เดินหน้าฝ่ามรสุม คว้าความมั่งคั่ง”
เชิญผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ และแชร์มุมมองการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ทองคำ หรือบิตคอยน์
เพื่อเป็นไอเดียในการจัดพอร์ตให้นักลงทุน ​คว้าความมั่งคั่ง ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน
เริ่มต้นด้วยภาพรวมของแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ในปี 2023 ผ่านมุมมองของ ดร.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีมุมมองว่า เศรษฐกิจโลก กำลังเข้าสู่ “ภาวะอึมครึม” และความอึมครึมของเศรษฐกิจโลกในปี 2023 จะรุนแรงยิ่งกว่าปีนี้
เนื่องจาก กลุ่มเศรษฐกิจหลัก อย่าง สหรัฐฯ ยุโรป และจีน ที่เป็นตัวเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่คาดการณ์
ที่ผ่านมากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2023 จากเดิมที่ระดับ 2.9% มาอยู่ที่ 2.7%
เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรป กลับมาฟื้นตัวอย่างร้อนแรง หลังโควิด 19
แต่พอมาเจอกับวิกฤติราคาพลังงานที่สูง จากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน นำไปสู่วิกฤติเงินเฟ้อ
ส่งผลให้ธนาคารกลางของทั้งสองภูมิภาค ต้องรับมือด้วยการขึ้นดอกเบี้ย

ขณะที่จีน ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว บวกกับยังเดินหน้านโยบาย Zero Covid ต่อ และเจอกับวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ในประเทศ​ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลง
คาดว่า GDP ของจีนในปี 2022 อาจจะไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ ว่าจะเติบโต​อยู่ที่ระดับ 5.5%
ส่วนประเด็นใหญ่ที่หลายคนจับตามอง อย่างการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ​​
ธปท. ซึ่งมีบทบาทในการดูแลค่าเงินบาท ไม่ได้มีการกำหนดค่าเงินบาทไว้ตายตัว ว่าต้องอยู่ที่เท่าไรจึงจะเหมาะสม
แต่จะเข้ามาดูแล หากเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรง จนอาจกระทบกับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจได้
ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติ และมองว่าการอ่อนค่าของเงินบาท เป็นผลจากการขึ้นดอกเบี้ยของ FED
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ภายในไตรมาส 1 หรือ 2 ของปี 2023 FED น่าจะหยุดขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ความร้อนแรงของการผันผวนในตลาดการเงิน อาจจะชะลอลงได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม ดร.ชญาวดี มองว่า สำหรับกลุ่มประเทศ Emerging Market ที่เน้นการบริโภคภายในประเทศ, กลุ่มที่ส่งออกพลังงาน และเน้นการท่องเที่ยวอย่างบ้านเรา ในปีนี้ เศรษฐกิจจะยังเติบโตสวนทางกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก​
สำหรับคำแนะนำที่อยากฝากถึง ผู้ประกอบการ และนักลงทุน มี 3 ข้อ คือ
1. กระจายความเสี่ยง
2. ประกันความเสี่ยง
3. สร้างกันชน Build Buffer
ฉายภาพรวมให้เห็นทิศทางของเศรษฐกิจในปี 2023 ไปแล้ว
มาถึงอีกหนึ่งโจทย์สำหรับนักลงทุน นั่นคือ ทิศทางการลงทุนให้งอกเงย ในยุคเศรษฐกิจผันผวน
เริ่มจากหุ้น..
คุณสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย มองว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกเจอกับวิกฤติใหญ่มา 3-4 ครั้ง ส่งผลให้เศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ซึ่งต้องใช้เวลา 4-5 ปี กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมา
แต่รอบนี้ ใช้เวลาแค่ 2 ปี เศรษฐกิจเกือบทุกประเทศ สามารถกลับมาสู่ช่วงก่อนเกิดโควิด 19
เพราะมีการอัดฉีดเงิน เข้าไปในระบบมากกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งสูงกว่า GDP ของสหรัฐฯ และจีน
แม้การอัดฉีดเงินจะส่งผลให้เศรษฐกิจพองกลับมาเร็ว แต่ก็นำไปสู่การเกิดเงินเฟ้อสูงขึ้นทั่วโลก จนต้องมีการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลกระทบกับสินทรัพย์เสี่ยง
โดยคุณสรพลเชื่อว่าเดือนพฤศจิกายนนี้ จะเป็นจุดที่ CPI และ CORE CPI ผ่านจุดพีกที่ 9.1% กับ 6.6% ลงมา ทำให้เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว​ และ FED มีแนวโน้มจะกลับลำ ไม่ขึ้นดอกเบี้ย
ขณะที่ในฝั่งจีน ซึ่งเพิ่งมีการประชุมสมัชชาใหญ่ มีการเดินหน้านโยบาย Zero Covid ต่อ ทำให้เศรษฐกิจอาจจะยังไม่ได้กลับมาเติบโตอย่างร้อนแรง
แต่หากจีนกลับมาเปิดประเทศ เศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว
เพราะจีนไม่ได้มีปัญหาเงินเฟ้อเหมือนสหรัฐฯ และยุโรป จึงใช้ทั้งนโยบายการเงินและการคลังได้เต็มที่
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คุณสุรพลวิเคราะห์ว่า Q2 ปีหน้าคาดว่า เงินเฟ้อบ้านเราจะลงไปถึงเป้าที่ 2.5% เป็นประเทศแรก ๆ ของโลก
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนในการจัดพอร์ตหุ้น คือ ลงทุนในประเทศที่ยังมีแนวโน้มเติบโต
ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น เนื่องจากยังมี Pent Up Demand จากการเปิดประเทศช้า
แต่ถ้าอยากลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หากพอร์ตการลงทุนหุ้นอยู่ที่ 60%
แนะนำว่า ในช่วง 6 เดือนข้างหน้าให้ลงทุนในหุ้นไทย 30% หุ้น Tech ของสหรัฐฯ 15% และหุ้นกลุ่ม A-share ของจีน 15%​
มาถึงฝั่งทองคำ..
คุณธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มฮั่วเซ่งเฮง เผยถึงภาพรวมทิศทางราคาทองคำว่า ช่วงที่เพิ่งเกิดวิกฤติโควิด 19 ราคาทองคำขึ้นไปทำ All Time High
มาถึงปีนี้ ทองคำถูกกดดันอย่างหนัก จากการขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว และรุนแรงของสหรัฐฯ ทำให้ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตรงข้ามกับทองคำ​แข็งค่า กดดันราคาทองคำ
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการลงทุนทองคำ ที่ต้องจับตาต่อจากนี้ ได้แก่​
- นโยบายการเงินของ FED
- เศรษฐกิจสหรัฐฯ และทั่วโลก เผชิญความเสี่ยงภาวะถดถอย
- ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
- แรงซื้อขายของกองทุน ETF
โดยคุณธนรัชต์ จับสัญญาณจากผลการประชุมสมัชชาใหญ่ของจีนว่า จะส่งผลต่อแนวโน้มราคาทองคำ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว
เริ่มจากนโยบาย Zero Covid ที่ยังคงเดินหน้าต่อ​ ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจจีนอาจจะชะลอตัว
ซึ่งจะส่งผลในเชิงลบต่อราคาทองคำในระยะสั้น
แต่หาก GDP ของจีนมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลทิศทางบวกต่อการบริโภคทองคำที่ดีขึ้นในระยะถัดไป
ขณะที่ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายจีนเดียวที่มีต่อไต้หวัน และความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน
ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตาว่า จีนจะเดินเกมอย่างไร หากสถานการณ์บานปลาย อาจจะส่งผลดีต่อราคาทองคำ ​
สรุปคือ ทิศทางของนักลงทุนทองคำปีนี้ ควรจะชะลอไว้ก่อน และเริ่มกลับมาสะสมทองคำ เพื่อหวังผลในปีหน้า​
แต่คาดว่าการลงทุนทองคำ อาจจะไม่ได้หวือหวามาก แต่หากเมื่อไรที่ราคาหลุด 1,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ลงไป ถือว่าเป็นจังหวะที่น่าเข้าซื้อมาก ๆ
ปิดท้ายด้วยบิตคอยน์..
คุณพิริยะ สัมพันธารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฉลกดอทคอม จำกัด มองว่าบิตคอยน์ หุ้น หรือทองคำ ราคาจะขึ้นหรือลง เป็นไปตามปริมาณเงินที่ถูกอัดเข้ามาในระบบ​
โดยทิศทางของสินทรัพย์เหล่านี้ บางครั้งก็เป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม เช่น
ช่วงที่มีการอัดฉีดเงินเข้ามาในตลาดมากขึ้น ธุรกิจก็ดีขึ้น หุ้นก็ขึ้น แต่ทองคำอาจจะร่วง
สำหรับทิศทางของบิตคอยน์ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาได้ 13 ปี หลายคนรู้จักในฐานะสินทรัพย์เสี่ยง จึงนำไปเปรียบเทียบกับหุ้น
แต่ถ้ามองในเชิงพื้นฐาน อาจจะคล้ายทองคำ คือเป็น Hard Asset ที่มีจำนวนจำกัด มีต้นทุนในการผลิตสูง และไม่ได้มีผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล
โดยทุก 4 ปี บิตคอยน์จะมีวัฏจักรที่เรียกว่า Bitcoin Halving หรือการลดอัตราการผลิตลงครึ่งหนึ่งทุก 4 ปี
เพื่อให้สินทรัพย์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า ราคาจะสูงขึ้น ​
เพราะราคาของบิตคอยน์ ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากอัตราการใช้งานที่มากขึ้น แต่เกิดจากการเข้ามาลงทุน หรือซื้อเพื่อเก็งกำไร หรือพักเงินเพื่อหนีเงินเฟ้อ ​
ปัจจุบันจะเห็นว่า ราคาของบิตคอยน์ตกลงมา 70% จากจุดสูงสุด
ปีนี้ทั้งปีลงมาประมาณ 40% ถือเป็นการลงที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ยังไม่ได้ลงมาถึงจุดต่ำสุด
ดังนั้น สำหรับใครที่อยากมีสินทรัพย์ดิจิทัลในพอร์ต อาจจะอดใจรออีกนิด แล้วค่อยเริ่มเข้ามาสะสม
ทั้งหมดนี้คือ บทสรุปของงานสัมมนาสุดเข้มข้น ที่เดอะวิสดอมกสิกรไทย ตั้งใจจัดขึ้น เพื่อให้นักลงทุนได้ก้าวข้าม “Wealth in Challenging World เดินหน้าฝ่ามรสุม คว้าความมั่งคั่ง” นั่นเอง..
© 2022 Marketthink. All rights reserved.