
แจกเทมเพลต ทำ Buyer Persona ใช้วาดภาพจำลองว่า คนแบบไหน คือลูกค้าของเรา ?
28 ส.ค. 2025
Buyer Persona หากแปลเป็นภาษาไทยแบบตรงตัวก็คือ “บุคลิกภาพของลูกค้า”
เป็นเครื่องมือการตลาดเก่าแก่ ใช้ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ (Target Audience) ผ่านการสร้างภาพจำลองในด้านต่าง ๆ เช่น
ลักษณะทางประชากรศาสตร์ เช่น ชื่อ อายุ เพศ ภูมิลำเนา ระดับการศึกษา
ความสนใจ พฤติกรรม และความต้องการ
อาชีพ รายได้เฉลี่ย
ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต
ความสนใจ พฤติกรรม และความต้องการ
อาชีพ รายได้เฉลี่ย
ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต
หรือเรียกได้ง่าย ๆ ก็คือ เป็นการจำลองว่า ลูกค้าของเราคือใคร และเป็นคนแบบไหน เพื่อใช้ในการวางแผนด้านการตลาดนั่นเอง
แล้วถามว่า การกำหนด Buyer Persona ทำอย่างไร ?
MarketThink แจกเทมเพลต สำหรับใช้ออกแบบ Buyer Persona ให้ทำตามแบบง่าย ๆ ในโพสต์นี้..
MarketThink แจกเทมเพลต สำหรับใช้ออกแบบ Buyer Persona ให้ทำตามแบบง่าย ๆ ในโพสต์นี้..
องค์ประกอบสำคัญของเทมเพลต Buyer Persona จะประกอบไปด้วย
1. Demographic (ลักษณะทางประชากรศาสตร์)
เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของ Buyer Persona ซึ่งประกอบไปด้วย
- ชื่อ
- เพศ และอายุ
- สถานภาพ เช่น โสด มีแฟนแล้ว หรือสมรสแล้ว
- ระดับการศึกษา
- ภูมิลำเนา หรือที่อยู่อาศัยปัจจุบัน
- เพศ และอายุ
- สถานภาพ เช่น โสด มีแฟนแล้ว หรือสมรสแล้ว
- ระดับการศึกษา
- ภูมิลำเนา หรือที่อยู่อาศัยปัจจุบัน
2. Career Profile (ข้อมูลด้านอาชีพ และรายได้)
ข้อมูลด้านอาชีพ และรายได้ จะช่วยให้แบรนด์ประเมินได้ว่า ลูกค้าของเรามีกำลังซื้อสินค้า หรือบริการ มากน้อยเพียงใด
เช่น หากลูกค้ามีรายได้น้อย ก็อาจไม่สามารถขายสินค้าที่มีราคาสูงได้ แต่ต้องเน้นการสื่อสารด้านความคุ้มค่าของสินค้าแทน
แต่หากลูกค้ามีรายได้สูง อาจเน้นไปที่การสื่อสารด้านความพรีเมียมของสินค้า จากการขายสินค้าที่มีราคาสูง
ซึ่งข้อมูลด้านอาชีพ และรายได้ ประกอบไปด้วยข้อมูลเหล่านี้
- ตำแหน่งงาน และอายุงาน
- ชื่อบริษัท / ประเภทอุตสาหกรรม ของบริษัทที่ทำงานอยู่ เช่น บริการ การเงิน สื่อ การผลิต
- รายได้เฉลี่ยต่อเดือน
- ชื่อบริษัท / ประเภทอุตสาหกรรม ของบริษัทที่ทำงานอยู่ เช่น บริการ การเงิน สื่อ การผลิต
- รายได้เฉลี่ยต่อเดือน
3. Psychographic (ข้อมูลด้านจิตวิทยา)
เป็นองค์ประกอบที่มีความเกี่ยวข้องกับทั้งข้อมูลด้านพฤติกรรม ความสนใจ ค่านิยม ความเชื่อ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เช่น
- แนวคิด ความเชื่อ ที่ยึดถือ เช่น แนวคิดด้านการใช้เงิน ความเชื่อด้านสุขภาพ
- ความชอบ หรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต เช่น กิจวัตรประจำวัน เวลาที่ตื่น เวลาที่กลับบ้าน รสนิยมการแต่งกาย ชอบอยู่บ้าน หรือชอบออกไปท่องเที่ยว
- เป้าหมายในชีวิต เช่น ต้องการความมั่นคง ต้องการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดี หรือการได้อยู่ท่ามกลางลูกหลาน
ซึ่งข้อมูลด้านจิตวิทยานี้ จะช่วยให้แบรนด์วางแผนการทำการตลาดที่เหมาะสม ตามความต้องการของลูกค้าได้
4. Purchasing Behavior (พฤติกรรมการซื้อ)
ตัวอย่างเช่น
- ความถี่ในการซื้อสินค้า เช่น ซื้อทุกวัน ซื้อทุกสัปดาห์ หรือซื้อทุกเดือน
- มูลค่า / การใช้จ่ายเฉลี่ย ต่อการซื้อสินค้า 1 ครั้ง
- ปัจจัยที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อ เช่น ซื้อเพราะโฆษณา ซื้อเพราะความจำเป็น ซื้อเพราะเพื่อนแนะนำ หรือซื้อตามกระแส
5. Pain Point / Challenge (ปัญหาหรือความท้าทายที่พบ)
โดย Pain Point / Challenge จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ
- Pain Point ที่ลูกค้าพบเจอในชีวิตประจำวัน เป็นปัญหา ความไม่สะดวก ที่ลูกค้าต้องการให้แก้ไข เช่น
อยากซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เลิกงานดึก ไม่มีเวลา
รถติด เดินทางไปทำงานไม่สะดวก
อยากกินร้านอาหารที่กำลังเป็นกระแส แต่ไม่อยากรอคิวนาน ๆ
รถติด เดินทางไปทำงานไม่สะดวก
อยากกินร้านอาหารที่กำลังเป็นกระแส แต่ไม่อยากรอคิวนาน ๆ
- Pain Point จากการซื้อสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ เช่น
อยากซื้อสินค้า แต่ไม่รู้ว่าจะซื้อจากช่องทางใด
เจอพนักงานที่ไม่สามารถตอบคำถามของลูกค้าได้
สินค้าใช้งานยาก
เจอพนักงานที่ไม่สามารถตอบคำถามของลูกค้าได้
สินค้าใช้งานยาก
6. Pain Relief (วิธีแก้ Pain Point ให้กับลูกค้า)
เป็นองค์ประกอบที่ต่อเนื่องมาจาก Pain Point / Challenge ที่ลูกค้าเจอ นั่นคือการคิดว่าแล้วจาก Pain Point / Challenge ที่ลูกค้าเจอนั้น แบรนด์จะสามารถแก้ไขได้อย่างไร
เช่น หากลูกค้าอยากซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตแต่ไม่มีเวลา ก็พัฒนาแอปดิลิเวอรี ที่เลือกช่วงเวลาจัดส่งสินค้าได้
หรือหากลูกค้าเจอรถติด ทำให้เดินทางไปทำงานไม่สะดวก ก็นำเสนอคอนโดมิเนียมหรือทาวน์โฮมใกล้รถไฟฟ้า ให้กับลูกค้าได้
7. Identifier (ช่องทางการเปิดรับสื่อ)
เป็นการกำหนดว่า ลูกค้าคนนี้มีวิธีและช่องทางในการรับสื่ออย่างไร เพื่อให้แบรนด์นำไปวางแผนกลยุทธ์การสื่อสาร ในแคมเปญการตลาดได้ เช่น
- รับสื่อผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram, TikTok, YouTube, X หรือ Blockdit
- รับสื่อผ่านช่องทางออฟไลน์ เช่น สื่อโทรทัศน์ วิทยุ หรือป้ายโฆษณานอกบ้าน
โดยอาจเจาะลึกลงไปได้เพิ่มเติมด้วยว่า หากรับสื่อผ่านทาง Facebook คือเป็นการรับสื่อผ่านแฟนเพจ หรือกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น
8. Key Message (ข้อความทางการตลาดที่สื่อสารไปยังลูกค้า)
ในองค์ประกอบสุดท้ายของ Buyer Persona นี้ คือการกำหนด Key Message แบบคร่าว ๆ
โดยประเมินจาก Buyer Persona ทั้งหมดที่ได้กำหนดมา ว่าหากลูกค้ามี Buyer Persona แบบนี้ ควรจะมีการสื่อสารไปยังลูกค้าอย่างไร
โดย Key Message ที่ดี ควรมีความสั้น กระชับ สามารถสื่อสารความเข้าใจ และคุณค่าเกี่ยวกับทั้งตัวแบรนด์ สินค้า และบริการ ไปยังลูกค้าได้
ตัวอย่างของ Key Message เช่น
- ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน ของยาดมตราโป๊ยเซียน
- บิด ชิมครีม จุ่มนม ของโอรีโอ
- คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท ของคิทแคท
- ไม่ถงไม่ถามเรื่องสุขภาพสักคำ ของ AIA
- บิด ชิมครีม จุ่มนม ของโอรีโอ
- คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท ของคิทแคท
- ไม่ถงไม่ถามเรื่องสุขภาพสักคำ ของ AIA
ทั้งหมดนี้ ก็คือทั้ง 8 องค์ประกอบของ Buyer Persona ที่แบรนด์หรือนักการตลาดสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อทำความเข้าใจ ว่าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของตัวเองคือใคร มีลักษณะอย่างไร เพื่อทำการตลาดให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
ลิงก์ดาวน์โหลดเทมเพลต ทำ Buyer Persona ใช้วาดภาพจำลองว่า คนแบบไหน คือลูกค้าของเรา ?
Tag:Buyer Persona