
สรุป “6 วิกฤต” ปี 2026 ที่พลิกเป็น “โอกาสการตลาด” ได้ ของ คุณหนุ่ย การตลาดวันละตอน
9 ม.ค. 2026
คุณหนุ่ย ณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน ได้มาแชร์เทรนด์ที่นักการตลาดควรจับตามองในปี 2026 เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ ในงาน Future Trends Ahead 2026 ที่สยามพารากอน
โดยเทรนด์ดังกล่าวจะเน้นไปที่เรื่องของ “วิกฤต” ที่น่าจะกำลังเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นไปแล้ว พร้อมแนวทางการรับมือฉบับนักการตลาดในปี 2026 นี้
แล้วรายละเอียดเป็นอย่างไร ? MarketThink สรุปไฮไลต์ที่น่าสนใจมาให้แล้ว
1. วิกฤตเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนสูง
คุณหนุ่ยบอกว่า วิกฤตเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนสูงเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ จะทำให้คนใช้จ่ายกันน้อยลง แต่ถึงอย่างนั้น คนเราก็ยังต้องการใช้จ่ายไปกับสินค้าฟุ่มเฟือยอยู่ดี
เหมือนกับทฤษฎีที่เรียกว่า “Lipstick Effect”
นักการตลาดคนไหนที่สามารถทำสินค้าหรือบริการ ให้ออกมาในราคาย่อมเยา แต่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองกำลังฟุ่มเฟือยได้ออกมา จะได้เปรียบมาก ๆ จากเทรนด์นี้
โดยตัวอย่างธุรกิจที่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสตามเทรนด์นี้ เช่น สินค้า Art Toy ที่กำลังได้รับความนิยม
เพราะสินค้าเหล่านี้ ช่วยมาเติมเต็มความรู้สึกของลูกค้าที่รู้สึกว่าอยากฟุ่มเฟือย คล้ายการสะสมงานศิลปะ แต่สินค้า Art Toy เหล่านี้จะมีราคาขายที่ไม่ได้แพงเกินไป จนทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง
2. สังคมสูงวัย
ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยในไม่ช้า ในฐานะนักการตลาดควรจะต้องมองคนกลุ่มนี้เป็น “หนึ่งในกลุ่มเป้าหมาย” ไม่ใช่มองข้าม และควรจะต้องเริ่มทำการตลาดด้วยได้แล้ว
ยกตัวอย่างเช่น
Nike แบรนด์อุปกรณ์กีฬาระดับโลกเอง ก็เริ่มออกสินค้าที่มาเจาะคนกลุ่มนี้ออกมาบ้างแล้วอย่าง “รองเท้าวิ่งสำหรับคนวิ่งช้า” มาตอบโจทย์ผู้สูงวัยที่วิ่งเร็ว ๆ ไม่ไหวนั่นเอง
3. อากาศแปรปรวนขึ้นทุกวัน และคนก็รู้กันแล้ว
อย่างที่ทุกคนรู้กันว่า ตอนนี้สภาพอากาศแปรปรวนขึ้นทุกวัน แต่แบรนด์ที่จะออกตัวว่า รักษ์สิ่งแวดล้อมควรจะต้องทำให้จริง ไม่ใช่แค่โปรโมตผ่าน ๆ ถึงจะได้ใจคนยุคนี้
หนึ่งในเคสที่ทำได้ดีเรื่องรักษ์โลก เช่น Yindii Startup ที่มีโมเดลธุรกิจคือ เอาอาหารจากโรงแรมต่าง ๆ มาขายต่อในราคาถูก
เพราะเป็นโมเดลธุรกิจที่เห็นเลยว่า ช่วยลด Food Waste ได้จริง แถมลูกค้าก็ได้สินค้าดีในราคาถูกด้วย
4. ทุกคนกลัวความไม่แน่นอน
คนยุคนี้จะกลัวความไม่แน่นอนเยอะขึ้น ไม่ว่าจะตกงาน ปัญหาด้านความสัมพันธ์ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดี
ดังนั้น แบรนด์ที่สามารถวางตัวเองเป็น “The Safe Haven Positioning” หรือพูดง่าย ๆ คือ การเป็นแบรนด์ที่เป็นที่พึ่งทางใจ หรือทำให้ลูกค้ารู้สึกอุ่นใจได้ จะถูกใจลูกค้าในยุคนี้มาก
ยกตัวอย่างเช่น
Hyundai ออกโปรโมชัน “Job Loss Protection” คือ ถ้าลูกค้าตกงานภายในปีที่ซื้อรถ ทางแบรนด์จะรับซื้อคืน เพื่อช่วยลดความกังวลของลูกค้าว่า ตกงานแล้วจะไม่มีเงินผ่อนค่ารถยนต์ที่ซื้อมา
5. ความเหลื่อมล้ำจาก AI
ทุกวันนี้ AI เก่งขึ้นเรื่อย ๆ จนคนกลัวกันว่า อาจจะมาแทนที่งานของตัวเองได้สักวัน
ในมุมของนักการตลาด แบรนด์ที่วางตัวเองเป็น “The Brand Enabler” หรือ “แบรนด์ที่ทำให้คนเก่งขึ้น” จะได้เปรียบจากเทรนด์นี้
อย่างเช่น บริการแปลงข้อความเป็นเสียงพากย์ของ Botnoi ซึ่งเป็นบริการที่จะช่วยลดต้นทุน และลดเวลาของคนทำงานด้านคอนเทนต์
ซึ่งคุณหนุ่ยบอกว่า โมเดลแบบนี้ ที่ทำให้คนใช้งานรู้สึกเก่งขึ้น จะเวิร์กมาก ๆ หลังจากนี้
6. เงินฝืด คนไม่ค่อยกล้าใช้เงิน
คุณหนุ่ยบอกว่า จากสภาพเศรษฐกิจ คนจะไม่ค่อยกล้าใช้เงิน ดังนั้นโมเดลธุรกิจที่เอาเงินลูกค้ามาก่อน หรือ Subscription Model จะได้เปรียบมาก ๆ ในแง่ของการดึง Cash Flow เข้ากิจการ
พร้อมยกตัวอย่างเคสเจ๋ง ๆ จากร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่ประเทศอังกฤษ ที่ให้ลูกค้าจ่ายค่ากาแฟเป็นรายเดือน โดยลูกค้าจะได้กาแฟจากร้านวันละ 1 แก้ว
แต่ที่เจ๋งคือ โมเดลตรงนี้สามารถดึงคนเดินเข้าร้านได้ทุกวัน พวกขนมและสินค้าอื่น ๆ ในร้านเลยมีโอกาสขายดีขึ้นไปด้วย