
ทำไมทุกเทศกาลใหญ่ ต้องมี centralwOrld ? กลยุทธ์ที่ทำให้ศูนย์การค้ากลายเป็นแลนด์มาร์ก
12 ก.พ. 2026
ถ้าถามว่า ศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ ที่จัดงานเทศกาลได้ครีเอทิฟที่สุดคือที่ไหน ?
คนส่วนใหญ่ก็คงนึกถึง “เซ็นทรัลเวิลด์”
คนส่วนใหญ่ก็คงนึกถึง “เซ็นทรัลเวิลด์”
เพราะไม่ว่าจะเป็นงานเคานต์ดาวน์ปีใหม่ งานสงกรานต์ หรืองานเทศกาลต่าง ๆ ทุกพื้นที่ของเซ็นทรัลเวิลด์ ก็จะกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของไทยไปแทบจะทุกเทศกาล
ที่เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเซ็นทรัลเวิลด์จัดงานได้ใหญ่ที่สุด แต่เพราะทีมงานหลังบ้านเข้าใจบทบาทของ “เทศกาล” ในฐานะเครื่องมือทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี
ถ้าเราลองสังเกตดูจะเห็นว่า เซ็นทรัลเวิลด์ไม่ได้ใช้ Event เพื่อสร้างสีสันให้ศูนย์การค้าเท่านั้น แต่เป็นการใช้ “เทศกาล” ให้เป็นกลไกดึงคน ดึงเม็ดเงิน และยกระดับพื้นที่ ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กระดับประเทศแทน
และงาน centralwOrld The Great Chinese New Year 2026 คืออีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ทำให้เห็นว่า Festival Marketing ของที่นี่ ถูกออกแบบมาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ Branding, Experience, Retail ไปจนถึงการเชื่อมกับภาคการท่องเที่ยว

ถ้าเราเจาะลึกลงไปดูที่การทำ Festival Marketing ของเซ็นทรัลเวิลด์ จะเห็นจุดที่น่าสนใจหลายข้อ
อย่างแรก หัวใจของเซ็นทรัลเวิลด์ คือการไม่มองอีเวนต์เป็นแค่กิจกรรมกระตุ้นยอดขายระยะสั้น แต่คือการมองอีเวนต์เป็น Traffic Engine ของทั้งศูนย์การค้า
โดยที่ทุกเทศกาลจะถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ 3 เป้าหมาย ได้แก่
- เพิ่มจำนวนคนเข้าพื้นที่
- ยืดเวลาการอยู่ในศูนย์การค้า
- เปลี่ยนคนเดินงาน เป็นคนกิน ช็อป และใช้เงินจริง
- เพิ่มจำนวนคนเข้าพื้นที่
- ยืดเวลาการอยู่ในศูนย์การค้า
- เปลี่ยนคนเดินงาน เป็นคนกิน ช็อป และใช้เงินจริง
เมื่อผสมกับโลเคชันใจกลางกรุงเทพฯ ที่เชื่อมต่อ BTS คนเมือง และนักท่องเที่ยวโดยตรง เซ็นทรัลเวิลด์ จึงสามารถสร้าง Traffic ระดับหลักหลายล้านคนได้แทบทุกเทศกาลใหญ่ของปีนั่นเอง
และในเทศกาลตรุษจีนปี 2569 ภายใต้ชื่อ centralwOrld The Great Chinese New Year 2026

เซ็นทรัลเวิลด์ ก็เลือกยกระดับบทบาทของตัวเอง จากสถานที่จัดงาน สู่ Landmark of Celebration ด้วยการจัดงานต่อเนื่องยาว ตั้งแต่ 30 มกราคม - 1 มีนาคม 2569
พร้อมคอนเซปต์ Gallop of Tianma - จังหวะแห่งชะตาฟ้า ม้าแห่งสวรรค์ ที่สื่อถึงพลัง ความโชคดี และความรุ่งเรือง
จุดสำคัญคือ เซ็นทรัลเวิลด์ไม่ได้จัดงานนี้เพียงลำพัง แต่ยังไปจับมือกับพันธมิตรระดับประเทศ ทั้ง ททท., กรุงเทพมหานคร และกระทรวงวัฒนธรรม
ทำให้งานตรุษจีนในปีนี้ ไม่ได้สื่อสารแค่กับ “ลูกค้าห้าง” แต่สื่อสารกับ “นักท่องเที่ยวทั้งเมือง”
โดยมี 8 ไฮไลต์ภายในงาน ที่ถูกออกแบบมาเพื่อดึง Traffic คนนับล้าน

- ครั้งแรก ! ม้าเทียนหม่าที่ใหญ่ที่สุดในไทย GALLOP INTO PROSPERITY WITH TIANMA ใจกลางลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่จะถูกเปลี่ยนให้เป็นเวทีแห่งพลังและศรัทธา กับการแสดง “ม้าเทียนหม่าผู้สง่างาม” พร้อมวงออร์เคสตรากว่า 50 ชีวิต จัดแสดงต่อเนื่อง 12-17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00-20.00 น.
- Chinese Performance Show ระดับประเทศ ตั้งแต่เชิดสิงโตแชมป์ถ้วยพระราชทาน มังกรยักษ์สูงกว่า 12 เมตร กายกรรมจีนกลางอากาศ ระบำนางฟ้า ไปจนถึงการแสดงร่วมสมัย จัดเต็มต่อเนื่องตลอด 6 วัน
- โดรนโชว์ตรุษจีน ครั้งแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์ กว่า 500 ลำ ถ่ายทอดเรื่องราว จาก “ม้าสวรรค์” สู่ “มังกรสวรรค์” จัดแสดงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เวลา 18.50-19.00 น. เปลี่ยนท้องฟ้าใจกลางเมือง ให้กลายเป็นเวทีแห่งความเฮง ความปัง และความรุ่งเรือง

- โซนสายมู ที่จัดเต็มที่สุดในกรุงเทพฯ THE CELESTIAL SACRED BREEZE บริเวณโซน Eden ชั้น 2 รวมเทพเจ้าแห่งความสำเร็จไว้ในที่เดียว
ไม่ว่าจะเป็น เทพเจ้ากวนอู ปางออกศึก, เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย, พระโพธิสัตว์กวนอิมปางพันกร จากเมืองเจิ้งเจียง พร้อมพิธีแก้ชง เขียนใบอธิษฐาน และส่งต่อไปประกอบพิธีจริง ณ วิหารที่ราชบุรี
- LUCK & LOVE MARKET รับตรุษจีน ต่อด้วยวาเลนไทน์ กับ Market สายมู ของมงคล เครื่องประดับ ของแต่งบ้าน และ Lucky Booster Menu พร้อมแบรนด์อย่าง RAVIPA ที่ยกเครื่องรางใส่ติดตัวได้ทุกวันมาไว้ที่เซ็นทรัลเวิลด์
- THE EIGHT BLESSINGS OF PROSPERITY โซน “พร 8 ประการ” กับ 11 จอ Immersive Experience ถ่ายทอดคำมงคล ฟู้ - คัง - จี๋ - อ้าย - เซิ่ง - ลี่ - จื้อ - เหอ สร้างประสบการณ์ “อวยพรที่จับต้องได้”
- THE PATH OF PROSPERITY & HEAVEN ENTRANCE เส้นทางมงคลและประตูสวรรค์ ที่แค่เดินผ่าน ก็เท่ากับเปิดรับพลังงานดี ๆ เชื่อมความเชื่อ วัฒนธรรม และประสบการณ์เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
- กิน ช็อป เที่ยว ครบวงจร ด้วยแบรนด์ Top of Mind & Global Brand ตั้งแต่ร้านอาหารจีนระดับโลก ร้าน Michelin ไปจนถึงแบรนด์ชั้นนำ
ไม่ว่าจะเป็น Nong Geng Ji, TAI ER, La Meow, Hua Seng Hong, Naisnow ซึ่งหลายแบรนด์เลือกเปิดสาขาแรกในไทยที่นี่
ไม่ว่าจะเป็น Nong Geng Ji, TAI ER, La Meow, Hua Seng Hong, Naisnow ซึ่งหลายแบรนด์เลือกเปิดสาขาแรกในไทยที่นี่

พร้อมการดึงแบรนด์ไทยอย่าง MK มาร่วมสร้างสีสัน ปรากฏการณ์ความอลังการ พร้อมพบแขกรับเชิญสุดพิเศษ แจกความมงคลมากมาย ร้านค้าให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล
ทีนี้เมื่อเทศกาลกลายเป็นเหตุผลให้คนอยากเดินทางมา ศูนย์การค้าก็ไม่ใช่แค่พื้นที่ช็อปปิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวของทั้งเมือง
และนี่คือเหตุผลที่เซ็นทรัลเวิลด์ ยังคงรักษาตำแหน่ง “King of Festive” ใจกลางกรุงเทพฯ ได้อย่างแข็งแรงทุกปี

สำหรับใครที่อยากเห็น Festival Marketing ระดับประเทศ ที่ออกแบบมาเพื่อดึง Traffic หลักล้านคนด้วยตาตัวเอง centralwOrld The Great Chinese New Year 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม - 1 มีนาคม 2569