
สรุปวิธีใช้ Gemini Gems เทรน AI ให้เป็น “มือโปรการตลาด” ไม่ต้อง Prompt ใหม่ทุกครั้งที่ใช้
25 มี.ค. 2026
Gemini Gems คือฟีเชอร์หนึ่งของ Gemini เป็นเหมือนบ็อตที่ทำหน้าที่ตามคำสั่ง และข้อมูลที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องพิมพ์ Prompt ใหม่ซ้ำทุกครั้ง
แต่ที่น่าสนใจคือ เราสามารถเซตให้ Gemini Gems มาช่วยงานด้านการตลาด การสร้างแบรนด์ และการเขียนคอนเทนต์ได้ด้วย
แล้วทำอย่างไร ? MarketThink อธิบายให้อ่านกันในโพสต์นี้
- ทำความรู้จักกับ Gem แบบคร่าว ๆ กันก่อน
Gemini Gems คือฟีเชอร์หนึ่งของ Gemini เป็นเหมือนบ็อตตัวจิ๋ว ที่ผู้ใช้งานสามารถสอนให้ AI สวมบทบาท หน้าที่ และมีความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งได้ โดยไม่จำเป็นต้องพิมพ์ Prompt ใหม่ทุกครั้ง เช่น
Gem ที่เชี่ยวชาญด้านการตลาด
Gem ที่เชี่ยวชาญด้านการเขียนคอนเทนต์
Gem ที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบอาร์ตเวิร์ก
Gem ที่เชี่ยวชาญด้านการเขียนคอนเทนต์
Gem ที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบอาร์ตเวิร์ก
ซึ่ง Google เองก็ได้ทำ Gemini Gems แบบสำเร็จรูปให้ใช้งานกันหลายแบบ โดยไม่ต้องสอนหรือตั้งค่าด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น
Gem ที่เป็น Coding Partner
Gem ที่เป็น Writing Editor
Gem ที่เป็น Productivity Planner
Gem ที่เป็น Writing Editor
Gem ที่เป็น Productivity Planner
- วิธีสอนให้ Gemini Gems เก่งในด้านที่เราต้องการ
แต่ที่เราจะโฟกัสกันในบทความนี้คือ การสอน Gemini Gems ของเราเอง ให้เก่งในด้านที่เราต้องการ
วิธีการใช้ Gemini Gems ก็ไม่ยาก เพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ Gemini ตามปกติ แล้วให้หาเมนู “Gems” ที่แถบเมนูบาร์ทางด้านซ้ายของหน้าจอ
เมื่อกดเข้าไปแล้วจะเจอกับหน้า Gem Manager ซึ่งจะมีทั้ง Gem สำเร็จรูปที่ Google สร้างไว้ให้แล้ว และหากใครเคยสร้าง Gem ของตัวเองมาก่อน ก็จะมี Gem ของตัวเองทั้งหมด รวมอยู่ที่หน้านี้ด้วย
หากต้องการสร้าง Gem ของเราใหม่ ให้กดที่ “+ New Gem”
ในหน้านี้เรียกว่าหน้าเมนู New Gem จะมีองค์ประกอบสำคัญหลายส่วนด้วยกัน ที่เราต้องกรอกข้อมูลลงไป ได้แก่
1. Name (การตั้งชื่อของ Gem)
เป็นการกำหนดชื่อของ Gem ตามที่เราต้องการ เพื่อให้เรียกใช้งาน Gem ได้อย่างถูกต้อง
2. Description (การเขียนคำอธิบายสั้น ๆ)
เป็นการกำหนดคำอธิบายสั้น ๆ ว่า Gem ที่เราสร้างขึ้นนี้ มีไว้เพื่ออะไร
3. Instructions (การกำหนดคำสั่ง)
เป็นการกำหนดคำสั่ง หรือ Prompt เก็บไว้ สำหรับสั่งให้ Gem ของเราทำงานเองได้อัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องกรอก Prompt ใหม่ทุกครั้งด้วยตัวเองอีกต่อไป
ซึ่งวิธีการกรอก Prompt ในส่วนของ Instructions นี้ แนะนำว่าให้ใช้วิธีการ Prompt แบบ “Role - Task - Style” ซึ่งมีรายละเอียดของ Prompt ที่เหมาะสมที่สุดกับการใช้เป็น Instructions ของ Gem ได้แก่
- Role (การกำหนดบทบาท)
เป็นเหมือนการบอก AI ก่อนว่า “ตัวเองเป็นใคร ?” และ “มีความเชี่ยวชาญในด้านใด ?” ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของ AI โดยตรง เพราะบทบาทแต่ละบทบาท ย่อมมีความเก่ง และสกิลต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน
โดยตัวอย่างของบทบาทต่าง ๆ ก็อย่างเช่น
นักการตลาด
ผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์
นักวิเคราะห์ข้อมูล
นักเขียนคอนเทนต์
นักข่าว
ผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์
นักวิเคราะห์ข้อมูล
นักเขียนคอนเทนต์
นักข่าว
- Task (การกำหนดหน้าที่)
คือการกำหนดงานหรือหน้าที่ ที่ AI ต้องทำ และหากมีการกำหนดกระบวนการทำงานของ AI ด้วย ก็จะยิ่งทำให้ AI ทำงานได้ตรงใจเรามากขึ้น
โดยตัวอย่างของงานหรือหน้าที่ ก็อย่างเช่น
วิเคราะห์เนื้อหา
เขียนบทความสำหรับโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
วิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด
พยากรณ์เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากข้อมูลที่มี
เขียนบทความสำหรับโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
วิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด
พยากรณ์เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากข้อมูลที่มี
และในบางครั้ง การกำหนดงานหรือหน้าที่ของ AI อาจรวมถึง สิ่งที่เราห้าม AI ทำด้วยก็ได้เช่นกัน
- Style (การกำหนดสไตล์)
และในส่วนสุดท้ายของการเขียน Prompt สำหรับในส่วนของ Instructions ของ Gem ก็คือการกำหนดสไตล์ หรือบุคลิกภาพ ในการตอบคำถามต่าง ๆ เช่น
การกำหนดโทนเสียง
การกำหนดรูปแบบของภาษาที่ใช้ เช่น เป็นทางการ ไม่เป็นทางการ หรือกึ่งทางการ
การกำหนด Format ของงานที่ต้องการ เช่น ความเรียง หรือ Bullet
การกำหนดความยาว หรือจำนวนตัวอักษร ของคำตอบที่ต้องการ
การกำหนดรูปแบบของภาษาที่ใช้ เช่น เป็นทางการ ไม่เป็นทางการ หรือกึ่งทางการ
การกำหนด Format ของงานที่ต้องการ เช่น ความเรียง หรือ Bullet
การกำหนดความยาว หรือจำนวนตัวอักษร ของคำตอบที่ต้องการ
อย่างไรก็ตาม หากใครเขียน Prompt ไม่เก่ง ก็ไม่ต้องกังวล เพราะ Google คิดมาแล้ว จึงมี AI เป็นตัวช่วยในการเขียน Prompt ให้เหมาะกับการใช้เป็น Instructions ของ Gem มากที่สุดให้แล้ว
และต้องหมายเหตุชัด ๆ ในข้อนี้ด้วยว่า Instructions นั้น เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการสร้าง Gemini Gems เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเหมือนการกำหนดคำสั่ง หรือพฤติกรรมของ Gem อย่างถาวร
หาก Prompt ได้ดี ก็จะยิ่งทำให้การใช้งาน Gemini Gems มีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. Default Tool
คือการกำหนดเครื่องมือที่มีอยู่ใน Gemini ที่จะใช้กับ Gem นี้ โดยอัตโนมัติ ทุกครั้งที่ใช้งาน
โดยมีเครื่องมือให้เลือก ได้แก่
- Create Image
- Canvas
- Deep Research
- Create Video
- Create Music
- Guided Learning
- Canvas
- Deep Research
- Create Video
- Create Music
- Guided Learning
ซึ่งการกำหนด Default Tool นี้ จะทำให้สะดวกในการใช้งานมากขึ้น เช่น หากใครที่อยากใช้ Gem นี้ไปกับการสร้างรูปภาพ ก็สามารถเลือก Default Tool ให้เป็น Create Image ได้เลย
5. Knowledge (อัปโหลดไฟล์เป็นคลังความรู้ของ Gem)
ในส่วนนี้ เป็นเหมือนสมองและคลังความรู้ของ Gem ที่เรากำหนดไว้ โดยอาจเป็นข้อมูลบางอย่าง ที่ไม่สามารถหาได้ในอินเทอร์เน็ต เช่น
- แนวทางการเขียนของแบรนด์
- กฎระเบียบ และนโยบายทางด้านการตลาดของแบรนด์
- Brand CI, Branding, Artwork ที่แบรนด์ใช้บ่อย ๆ
- ขั้นตอนการทำงานเฉพาะของแบรนด์ ที่ไม่สามารถหาที่อื่นได้
- กฎระเบียบ และนโยบายทางด้านการตลาดของแบรนด์
- Brand CI, Branding, Artwork ที่แบรนด์ใช้บ่อย ๆ
- ขั้นตอนการทำงานเฉพาะของแบรนด์ ที่ไม่สามารถหาที่อื่นได้
ทำให้ Gem สามารถยึดข้อมูลจากสมองและคลังความรู้ในส่วนนี้ ไปใช้ในการประมวลผลต่อไป
โดยเราสามารถอัปโหลดไฟล์ที่ต้องการ เพื่อใส่ไว้เป็น Knowledge ของ Gem สูงสุด 10 ไฟล์
ทีนี้ เรามาลองดูตัวอย่างแบบคร่าว ๆ กันว่า Gemini Gems จะมาช่วยงานด้านการตลาด ได้อย่างไรบ้าง ?
- Gem ช่วยคิดคอนเทนต์ ที่เหมาะกับแบรนด์ ตาม Content Guideline และ Brand Voice ที่กำหนด
- Gem ช่วยวางแผนกลยุทธ์และแคมเปญ เช่น การคิดแคมเปญที่เหมาะกับช่วงเทศกาล หรือวางแผนการทำคอนเทนต์
- Gem ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ช่วยวิเคราะห์ Buyer Persona ที่เหมาะกับแบรนด์
- Gem ที่เป็น Data Analysis วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการตลาด เช่น ยอดขาย หรือประสิทธิภาพ ของแต่ละแคมเปญ
ทั้งหมดนี้คือ รายละเอียดทั้งหมดของการสร้าง Gem บน Gemini ให้สวมบทบาท หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ตามที่เราต้องการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับคนที่ทำงานด้านการตลาด
ทำให้ประหยัดเวลา มีเวลาไปโฟกัสกับงานอื่น ที่ซับซ้อนกว่า และทำงานได้ดียิ่งขึ้น เหมือนมีทีมงานมาช่วยหลายคน