สรุปอินไซต์เด็ดจากงาน SME x Influencer ครั้งที่ 6 : เพราะแบรนด์ที่โตในยุคนี้ คือแบรนด์ที่กล้าเป็นตัวเอง

สรุปอินไซต์เด็ดจากงาน SME x Influencer ครั้งที่ 6 : เพราะแบรนด์ที่โตในยุคนี้ คือแบรนด์ที่กล้าเป็นตัวเอง

26 มิ.ย. 2026
ยุคนี้ SME ไม่ได้แข่งกันแค่ว่าใครมีสินค้าดีกว่า
แต่แข่งกันว่าใครทำให้คนจำ เชื่อ และอยากซื้อซ้ำได้มากกว่า
เพราะในวันที่ฟีดเต็มไปด้วยแบรนด์ใหม่ ครีเอเตอร์ใหม่ และคอนเทนต์ขายของแทบทุกนาที
แบรนด์ที่ไปต่อได้ จึงไม่ใช่แค่แบรนด์ที่มีสินค้าดี แต่ต้องมีตัวตนที่ชัด คอนเทนต์ที่คนอยากดู และกลยุทธ์ที่เปลี่ยนความสนใจให้กลายเป็นยอดขาย
คำตอบของโจทย์นี้ ถูกเฉลยในงาน SME x Influencer ครั้งที่ 6 ซึ่ง CPALL ร่วมกับสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “PROUD TO BE MINE, MY SME” 
งานนี้รวบรวมทั้งเคสจริงจากคนทำแบรนด์ มุมมองจากครีเอเตอร์ และเทรนด์ Social Commerce ที่ SME เอาไปปรับใช้ต่อได้ทันที
ภายในงานยังมีบูทจากศูนย์เซเว่น อีเลฟเว่น สนับสนุน เอสเอ็มอี ที่ให้ข้อมูลเรื่องการพัฒนาสินค้า และแนวทางการเสนอสินค้าเข้าวางขายใน 7-Eleven ช่วยเชื่อมแรงบันดาลใจจากเวที ให้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับ SME ที่อยากพาสินค้าไปสู่ตลาดจริง
ไฮไลต์สำคัญจะมีอะไรบ้าง MarketThink สรุปมาให้แล้ว 
1. คุณวิว-วรรณรท สนธิไชย ใช้ความเรียล สร้างความเชื่อใจให้ V Brand
หลายคนคุ้นหน้าคุณวิว ในฐานะนักแสดงชื่อดัง และอาจคิดว่าเธอเป็นเพียงพรีเซนเตอร์ของแบรนด์
แต่จริง ๆ แล้ว เธอคือ CEO ของ V Brand แบรนด์เครื่องสำอางที่ปั้นขึ้นจากแพสชัน ความเข้าใจ และประสบการณ์จริงของตัวเองตั้งแต่ปี 2561
จุดเริ่มต้นของ V Brand จึงไม่ได้มาจากคำถามว่า “ตลาดกำลังฮิตอะไร” แต่มาจากคำถามว่า “สินค้าอะไรที่ผูกพันกับตัวเราจริง ๆ”
ด้วยความที่คุณวิวชื่นชอบการแต่งหน้าอยู่แล้ว คำตอบจึงย้อนกลับไปที่ความทรงจำสมัยมัธยม ที่คุณวิวก็เหมือนวัยรุ่นหลายคน ที่เลือกใช้ทินต์แต้มแก้มและปากให้ดูมีเลือดฝาดแบบธรรมชาติ 
คุณวิวจึงเลือกเริ่มต้น V Brand ด้วยสินค้าชิ้นแรกอย่าง V Tint ทินต์ทาปากและแก้ม ซึ่งได้รับผลตอบรับดี ก่อนต่อยอดสู่แบรนด์เครื่องสำอางที่วันนี้มีสินค้าใน 7-Eleven แล้ว 4 กลุ่ม ทั้งทินต์ทาปากและแก้ม ดินสอเขียนคิ้ว 2 ฟังก์ชัน ลิปไลเนอร์ และมาสคารา
สิ่งที่ทำให้ V Brand น่าสนใจ ไม่ใช่แค่การมีนักแสดงมาเป็นเจ้าของแบรนด์ แต่คือการที่คุณวิวเลือกใช้ “ตัวตนจริง” ของตัวเองเป็นหัวใจในการสร้างแบรนด์
เพราะสำหรับคุณวิว Personal Branding ไม่ใช่การสร้างภาพ แต่คือการสื่อสารให้คนเห็นว่าเราเป็นใคร อินกับอะไร และจริงใจกับสิ่งที่ทำแค่ไหน
จุดนี้สำคัญมาก เพราะผู้บริโภคยุคนี้ไม่ได้เชื่อแบรนด์จากคำโฆษณาอย่างเดียว แต่เชื่อจากคนที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ 
ดังนั้น เมื่อเจ้าของแบรนด์ใช้จริง เล่าจริง และรับฟังฟีดแบ็กจริง ความเชื่อใจจึงค่อย ๆ ส่งต่อจากตัวบุคคลไปถึงสินค้า ทำให้ผู้บริโภคกล้าลอง กล้าใช้ และรู้สึกว่า V Brand เป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้จริง ทั้งจากราคาที่จับต้องได้ และช่องทางจำหน่ายใกล้ตัวอย่าง 7-Eleven
เหตุผลที่คุณวิวเลือก 7-Eleven ไม่ได้มาจากแค่การมองว่าเป็นช่องทางขายขนาดใหญ่ แต่เริ่มจากประสบการณ์ของเธอในฐานะลูกค้าประจำ
โดยเฉพาะเวลาต้องออกกองถ่ายต่างจังหวัด การเห็น 7-Eleven ทำให้รู้สึกอุ่นใจ เพราะเป็นร้านที่สะดวก เข้าถึงง่าย และอยู่ใกล้ผู้บริโภคจริง ๆ
ดังนั้น เมื่อมีสินค้าเป็นของตัวเอง เธอจึงอยากให้ V Brand เข้าไปอยู่ในช่องทางที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย และรู้สึกคุ้นเคยแบบเดียวกัน
อีกมุมที่น่าสนใจคือ คุณวิวแชร์ว่า การได้วางจำหน่ายใน 7-Eleven ไม่ใช่แค่เรื่องของช่องทางขาย แต่ยังสะท้อนถึงความพร้อมของแบรนด์ในหลายมิติ ทั้งคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการใช้งานจริง และการสื่อสารที่ผู้บริโภคเชื่อถือได้
อย่างมาสคาราของ V Brand ก็มีการทดลองปัดให้เห็นจริงในห้องประชุมผู้บริหาร เพื่อพิสูจน์ว่า ผลลัพธ์ของสินค้าตรงกับสิ่งที่แบรนด์สื่อสารไว้
และระหว่างทาง แบรนด์ยังนำฟีดแบ็กของลูกค้ามาพัฒนาสูตรใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น การเติมความชุ่มชื้น และใส่ส่วนผสมเซรั่มจากเกาหลีใต้ เพื่อช่วยบำรุงขนตาให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากขึ้น
นอกจากนี้ 7-Eleven ยังช่วยให้คำแนะนำกับแบรนด์ในหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบแพ็กเกจจิง การจัดวางในร้าน ฟอนต์ ภาพรวมบนชั้นวาง กิจกรรมส่งเสริมการตลาด ไปจนถึงการแก้ปัญหาหน้างาน เช่น สินค้าขาดบางสาขา หรือปัญหาการขนส่ง
อีกหนึ่ง Key Success ของ V Brand คือ คอนเทนต์ที่ขายได้ ไม่จำเป็นต้องขายตรงเสมอไป
จะสังเกตว่า คอนเทนต์ของ V Brand ไม่ได้เน้นการขายตรง ๆ แต่ V Brand จะหยิบทั้งกระแสไวรัล ความบันเทิง และคาแรกเตอร์จากละคร มาสร้างเป็นคอนเทนต์ที่ทำให้คนหยุดดู 
เช่น การท้าคนแต่งหน้ากลางสยามโดยไม่ใช้กระจก การซื้อของใน 7-Eleven แจกพนักงาน การทดสอบมาสคารา หรือการนำบทบาทที่โด่งดังของคุณวิวมาช่วยเล่าเรื่องแบรนด์
ทั้งหมดนี้ทำให้การขายของ V Brand ไม่ดูแข็งหรือยัดเยียด แต่กลายเป็นคอนเทนต์ที่คนดูเพลิน และช่วยสร้างภาพจำให้แบรนด์ได้เป็นอย่างดี
ส่วนเทคนิคการเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่จะมาทำงานกับแบรนด์ คุณวิวดูจากความเหมาะสมของคาแรกเตอร์ รูปแบบคอนเทนต์ และเอนเกจเมนต์ ว่าเข้ากับแบรนด์และกลุ่มลูกค้าหรือไม่
ที่สำคัญ คือเน้นความเป็นธรรมชาติและความจริงใจ มากกว่าการบรีฟให้พูดตามสคริปต์
ขณะเดียวกัน คุณวิวยังให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง พร้อมดูข้อมูลหลังบ้านไปด้วยว่า คนดูชอบอะไร คลิปไหนถูกดูซ้ำ คอมเมนต์พูดถึงประเด็นไหน แล้วนำฟีดแบ็กเหล่านั้นกลับมาปรับทั้งคอนเทนต์และสินค้าให้ตอบโจทย์มากขึ้น
2. คอนเทนต์ทำให้คนรู้จัก แต่ตัวตนทำให้คนอยู่ต่อ
คุณทินกร ศรีวิชัย หรือ Bankii เจ้าของช่อง TikTok BANKII สะท้อนให้เห็นอีกมุมของการสร้างแบรนด์ นั่นคือพลังของครีเอเตอร์ที่ใช้คอนเทนต์สร้างตัวตน จนต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้
คุณ Bankii มองว่า คอนเทนต์อาจทำให้คนรู้จักเราเร็วขึ้น แต่ Personal Branding คือสิ่งที่ทำให้คนอยู่กับเราได้นานขึ้น

เพราะสุดท้าย คนดูไม่ได้ติดตามแค่ “คลิปสนุก” แต่ติดตามว่า “ใคร” คือคนที่เล่าเรื่องนั้น และคนคนนั้นมีคาแรกเตอร์ วิธีคิด หรือเสน่ห์อะไรที่ทำให้เราอยากกลับมาดูซ้ำ
สำหรับ SME บทเรียนนี้สำคัญมาก เพราะแบรนด์ไม่ควรมองคอนเทนต์เป็นแค่เครื่องมือเรียกยอดวิว แต่ต้องใช้คอนเทนต์สร้างเหตุผลให้คนจำ เชื่อ และอยากลองสินค้า
หนึ่งในเทคนิคสำคัญที่คุณ Bankii แชร์ คือ กฎ 2 วินาทีแรก เพราะบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น สมาธิของคนดูมีจำกัดมาก คลิปจึงต้องเปิดด้วย Hook ที่ชัด ทำให้คนหยุดนิ้ว และอยากดูต่อทันที
แต่ความสั้นอย่างเดียวไม่พอ คุณ Bankii ย้ำว่า คอนเทนต์ต้องรู้ว่ากำลังให้อะไรกับคนดู
ถ้ามีเวลาเพียง 30 วินาที ก็ไม่จำเป็นต้องเล่าทุกอย่างให้ครบ แต่ต้องเลือก “จุดที่คมที่สุด” มาขยี้ให้คนจำได้
เพราะคอนเทนต์ที่ดีไม่ใช่แค่คลิปที่ดัง แต่คือคลิปที่ทำให้คนรู้สึกว่า “ของชิ้นนี้น่าสนใจ”, “แบรนด์นี้ดูจริง” และ “อยากลองด้วยตัวเอง”
อีกมุมที่น่าสนใจ คือ ครีเอเตอร์อยากดึงดูดลูกค้าหรือสปอนเซอร์กลุ่มไหน ต้องเริ่มสร้างคอนเทนต์ให้คนเห็นว่าเรามีตัวตนในพื้นที่นั้นจริง
เช่น ถ้าอยากได้แบรนด์น้ำมัน ก็ต้องทำคอนเทนต์ของทอดให้คนเห็นซ้ำ ๆ จนเกิดภาพจำ หรือถ้าอยากได้แบรนด์ท่องเที่ยว ก็ต้องทำให้คนเห็นว่าเราเล่าเรื่องท่องเที่ยวได้มีพลัง
วิธีคิดนี้ SME นำไปใช้ได้เช่นกัน เพราะแบรนด์ไม่ควรรอให้คนมาค้นพบโดยบังเอิญ แต่ต้องสร้างเหตุผลให้คนเห็นซ้ำ ๆ ว่าแบรนด์ของเราควรถูกเลือกเพราะอะไร
3. Social Commerce ทำให้เส้นทางจากคอนเทนต์ถึงยอดขายสั้นลง
คุณไอซ์-ณภัทร ศิลาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ The Lemon Shot ฉายภาพว่า Social Trend 2026 กำลังพา SME ไปทางไหน
คุณไอซ์ชี้ให้เห็นว่า โลกของสื่อเปลี่ยนจากยุค Mass Communication ไปสู่ยุค Hyper-Personalized อย่างเต็มรูปแบบ
ในอดีตผู้บริโภคจำนวนมากอาจเห็นโฆษณาชิ้นเดียวกันจากทีวีช่องเดียวกัน
แต่วันนี้ฟีดโซเชียลของแต่ละคนแทบไม่เหมือนกันเลย
เพราะแพลตฟอร์มเรียนรู้จากความสนใจ พฤติกรรม และคอนเทนต์ที่แต่ละคนเลือกเสพ
นี่เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของ SME เพราะการเข้าถึงคนจำนวนมากอาจยากขึ้น
แต่การเข้าถึง “คนที่ใช่” กลับทำได้แม่นยำขึ้น หากแบรนด์รู้จักกลุ่มเป้าหมายของตัวเองชัดพอ และสร้างคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจของคอมมิวนิตีนั้นจริง ๆ
คุณไอซ์ชี้ว่า TikTok ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มทางเลือกอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของทั้งครีเอเตอร์และแบรนด์ 
เพราะเป็นพื้นที่ที่ช่วยสร้างการเติบโตได้ครบ ตั้งแต่คอนเทนต์ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ไปจนถึงยอดขาย
พูดง่าย ๆ คือ TikTok ทำให้ Customer Journey สั้นลง ผู้บริโภคสามารถค้นพบสินค้า เกิดความสนใจ เชื่อมั่น และกดซื้อได้ในแพลตฟอร์มเดียว 
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Social Commerce กลายเป็นสนามสำคัญของ SME ที่อยากโตเร็ว วัดผลได้ และเปลี่ยนคอนเทนต์ให้เป็นยอดขายจริง
อย่างไรก็ตาม คุณไอซ์ย้ำว่า หัวใจของปี 2569 ไม่ใช่แค่การทำคลิปให้เยอะ หรือไล่ล่าความไวรัลเท่านั้น
แต่คือการเข้าใจว่า แบรนด์กำลังคุยกับคอมมิวนิตีไหน และคนกลุ่มนั้นสนใจอะไรจริง ๆ
เพราะแบรนด์ที่โตได้ ไม่ได้เริ่มจากการพูดกับทุกคน แต่เริ่มจากการเข้าใจคนกลุ่มเล็กให้ลึกพอ 
เช่น แบรนด์ความงามที่เจาะกลุ่ม Underground Beauty, แบรนด์รองเท้าที่ไม่ได้ขายความเร็ว แต่ขายการฟื้นฟูให้คนมีปัญหาเท้า หรือแบรนด์เนยถั่วที่ชนะใจกลุ่ม Clean-Eating ด้วยความโปร่งใสของกระบวนการผลิต
สิ่งที่เคสเหล่านี้มีร่วมกันคือ เข้าใจ Pain Point ของคอมมิวนิตีชัด และสร้างคอนเทนต์ที่เชื่อมกับความสนใจนั้นอย่างสม่ำเสมอ
อีกเทรนด์สำคัญ คือ Shoppertainment หรือการผสมระหว่าง Shopping และ Entertainment
ทุกวันนี้คนไม่ได้เข้า TikTok เพื่อซื้อของตั้งแต่แรก แต่เข้ามาเพื่อความบันเทิง
แบรนด์จึงต้องทำให้การขายเป็นส่วนหนึ่งของคอนเทนต์ ไม่ใช่โฆษณาที่ขัดจังหวะคนดู
เทคนิคที่ SME นำไปใช้ได้คือ ทำรีวิวให้เหมือนผู้ใช้จริง เลือกสินค้าที่ตรงกับ Audience ทำคอนเทนต์ให้ต่อเนื่อง และใช้ครีเอเตอร์ หรือ Affiliate เป็นกองทัพช่วยเล่าเรื่อง แทนที่จะให้แบรนด์พูดอยู่ฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ตาม แม้ TikTok และ Social Commerce จะทรงพลัง แต่ช่องทาง Offline อย่าง 7-Eleven ก็ยังมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการทำให้ผู้บริโภคทดลองใช้ได้ง่าย ซื้อได้ทันที และเข้าถึงสินค้าได้ในชีวิตจริง
ดังนั้น การเติบโตของ SME ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง Online หรือ Offline แต่ต้องออกแบบให้สองช่องทางทำงานร่วมกัน
ขณะที่ Online ช่วยสร้างการรับรู้และความต้องการ ส่วน Offline ช่วยสร้างการทดลองใช้และยอดขายจริง เมื่อสองส่วนนี้เชื่อมกัน แบรนด์จึงมีโอกาสเปลี่ยนจากกระแสในหน้าฟีด ให้กลายเป็นยอดขายในชีวิตประจำวัน
ทั้งหมดนี้คือ บทเรียนสำคัญจากงาน SME x Influencer 
สรุปง่าย ๆ คือ แบรนด์ที่ยั่งยืน ไม่ใช่แบรนด์ที่พยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน แต่คือแบรนด์ที่กล้าเป็นตัวเอง เข้าใจคนที่ตัวเองกำลังสื่อสารด้วย และพัฒนาต่อเนื่อง จนผู้บริโภคเชื่อใจ กล้าลอง และอยากเติบโตไปกับแบรนด์ในระยะยาวนั่นเอง
#SMEโตไกลไปด้วยกัน #CPALL #7Eleven #SMExInfluencer #SMENewGen #SMExInfluencerEP6
© 2026 Marketthink. All rights reserved. Privacy Policy.